ในอดีตเวลาน้ำมันราคาถูกเศรษฐกิจจะดีขึ้น เพราะต้นทุนการขนส่งและสิ่งเกี่ยวเนื่องลดต่ำลง ประชาชนและธุรกิจ
มีกำลังซื้อมากขึ้นแม้ประเทศผู้ส่งออกน้ำมันจะกำลังซื้อหดลง แต่ก็น้อยกว่ากำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นของประเทศผู้นำเข้า
แต่รอบนี้อาจไม่เป็นเช่นนั้นส่วนหนึ่งเพราะเศรษฐกิจโลกกำลังอ่อนแอ อีกทั้งโครงสร้างการผลิตปิโตรเลียมและของเศรษฐกิจโลกเปลี่ยนแปลงไป มีการผลิตในหลากหลายประเทศ ต่างจากในอดีตที่ OPEC เคยมีสัดส่วนสูงมาก หลายประเทศผลิตได้มากแต่ไม่พอใช้ยังต้องนำเข้า เรียกว่าประเทศ“นำเข้าสุทธิ” นอกจากนี้ก็มีการลงทุนข้ามประเทศมากมายโดยผู้ส่งออกที่มั่งคั่งจากราคาน้ำมันที่สูง
เมื่อราคาน้ำมันตกต่ำลง ผลกระทบด้านลบเริ่มที่อุตสาหกรรมผู้ผลิตน้ำมัน-ก๊าซ ตามมาด้วยรายได้รัฐของประเทศผู้ผลิตที่ลดลงไปจนถึงธุรกิจต่อเนื่องทั้งในประเทศ ..และประเทศคู่ค้าซึ่งต่างเชื่อมโยงกันด้วยระบบการเงินการลงทุน
ราคาน้ำมันต่ำทำให้ธุรกิจปิโตรเลียมต้องลดการลงทุนลดการผลิตในแหล่งที่ต้นทุนสูงเกินไปทุกบริษัทต้องลดต้นทุน และบริษัทข้ามชาติใหญ่ๆ ที่ต่างกำไรตกฮวบฮาบก็ได้ประกาศลดคนด้วย
อังกฤษเป็นผู้นำเข้าสุทธิ มีทะเลเหนือเป็นแหล่งผลิตใหญ่ แต่ที่นี่ต้นทุนค่อนข้างสูง จะทำกำไรต่อเมื่อราคาน้ำมันเกิน 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จึงมีการลดคนงานไปแล้ว 70,000 ราย และอาจลดถึง 200,000 คน รัฐบาลอังกฤษได้ประกาศว่าจะช่วยอุตสาหกรรมปิโตรเลียม ตั้งแต่มาตรการภาษีจนถึงการลงทุนสำรวจ seismic
ประเทศที่พึ่งพาการส่งออกน้ำมันสูง ผลกระทบยิ่งมากการปรับตัวก็ยากเย็น อาทิ
ซาอุดีอาระเบีย โดย 90% ของรายได้รัฐมาจากน้ำมันต้องตัดงบประมาณหลายๆ อย่างที่กระทบประชาชน เช่น ลดการอุดหนุนราคาน้ำมัน ไฟฟ้า และน้ำประปา ถึงขั้นดำริจะแปรรูปบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ Aramco แม้ซาอุฯ มีเงินสำรองต่างประเทศสูงถึง 6.5 แสนล้านดอลลาร์แต่ก็ไหลออกเร็ว โดยเพิ่งลดลงไป 1 แสนล้านดอลลาร์ตั้งแต่น้ำมันมีราคาลดลง
เวเนซูเอลา เศรษฐกิจย่ำแย่อยู่แล้วจากนโยบายชาติ-สังคม-ประชานิยมสุดโต่ง ที่ทำให้ประชาชนต้องเข้าคิวยาวซื้ออาหาร ยา กระดาษชำระ โดยรัฐบาลได้มีประกาศภาวะฉุกเฉินทางเศรษฐกิจ แต่แก้ปัญหาไม่ได้เพราะยังติดจั่นอุดมการณ์ ล่าสุดเริ่มยอมขึ้นราคาน้ำมันบ้างแล้วเมื่อ 18 ก.พ.เพราะนโยบายน้ำมัน(แทบ) ฟรี ทำให้รัฐสูญเสียรายได้ปีละ 1.25 หมื่นล้านดอลลาร์! ก็เลยขึ้นเบนซินทีเดียว 60 เท่า!
รัสเซีย มี 70% ของรายได้ส่งออกมาจากปิโตรเลียม เมื่อราคาน้ำมันเริ่มตกต่ำในปี 2557 GDP หดตัว 4% ปัจจุบันเงินรูเบิลตกต่ำ เงินเฟ้อสูง ค่าจ้าง “จริง” ลดลง และมีการวิเคราะห์ว่าอาจเกิดวิกฤติด้านงบประมาณภายในไม่กี่เดือนนี้
ประเทศที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันตกต่ำคือผนำเข้าสุทธิเช่น จีน อินเดีย เยอรมัน สเปญ อิตาลี อังกฤษ
อังกฤษ นอกจากปัญหาในฐานะผู้ผลิตปิโตรเลียมที่กล่าวแล้ว ประโยชน์ต่อผู้บริโภคก็มีความก้ำกึ่ง ราคาน้ำมันถูกจะทำให้คนใช้รถมากขึ้นรถติดมากขึ้น จึงมีการเสนอให้เพิ่มภาษีการใช้น้ำมัน ช่วยเพิ่มรายได้รัฐชดเชยที่หายไปจากกิจการปิโตรเลียมแล้วยังจะช่วยลดความหนาแน่นบนทางหลวงทำให้การเดินทางประหยัดเวลาขึ้น!
จีน รัฐบาลได้ประกาศว่าจะไม่ปล่อยให้ราคาขายปลีกลดลงไปกว่าราคาเทียบเท่าน้ำมันดิบ 40 ดอลลาร์ แม้การที่ราคาน้ำมันถูกลงระดับหนึ่งช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจแต่คาดกันว่าภาพรวมของจีนยังเป็นการชะลอตัวไม่ก้าวกระโดดเหมือนแต่ก่อน
สหรัฐอเมริกา เป็นอีกประเทศที่ก้ำกึ่ง เพราะเป็นทั้งผู้บริโภครายใหญ่และผู้ผลิตรายใหญ่ด้วย เมื่อต้นปี 2558 ธนาคาร JP Morgan คาดว่าภาพรวมสหรัฐจะเติบโต 0.7% แต่ต้นปีนี้กลับคาดว่าจะหดตัวเล็กน้อย
ไทย เป็นผู้นำเข้าสุทธิ ด้านบวกผู้บริโภคมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้นจากราคาน้ำมันที่ลดต่ำลง แต่ลดไม่เร็วนักเพราะรัฐต้องเก็บภาษีและเงินกองทุนคืน เนื่องจากตอนน้ำมันขาขึ้นเคยหน่วงราคาไว้ ด้านลบภาคการผลิตปิโตรเลียมเริ่มส่ออาการแบบอังกฤษแล้ว มีการปิดแท่นผลิตชั่วคราวไป 2 แท่นลดการผลิต 2,000 บาร์เรลต่อวัน แต่เพียง 1% ของทั้งหมด การลดคนยังเกิดแค่ในธุรกิจต่อเนื่อง เช่น อุตสาหกรรมผลิตแท่นผลิต ซึ่งเลิกจ้างไปแล้ว 1,000 คนและอาจเพิ่มถึง 5,000 คน ถ้าราคาตลาดโลกยังติดช่วง 30 ดอลลาร์ นานหรือตกต่ำลงอีก ผลทางลบจะเพิ่มขึ้น
ผลกระทบทางตรงของไทยน่าจะเป็นบวก แต่หากรายได้รัฐจากกิจการผลิตปิโตรเลียมที่เคยสูงถึง 200,000 ล้านบาทต่อปีลดลงมาก โดยไม่มีภาษีอื่นเพิ่มชดเชย รัฐบาลก็คงต้องพิจารณาขึ้นภาษีสรรพสามิตเหมือนที่มีพูดกันในอังกฤษหรือจีนกรณีเหล่านี้จะลดผลกระทบด้านบวกของราคาน้ำมันที่ต่ำ
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยที่แรงกว่าน่าจะมาจากภายนอก โดยผลกระทบต่อธุรกิจและประเทศผู้ผลิตที่กล่าวแล้ว อาจสะเทือนถึงระบบการธนาคารของโลก อาทิ การขาดสภาพคล่องหรือปิดกิจการอย่างในอังกฤษ หรือแม้กระทั่งธุรกิจ shale oil ของสหรัฐที่มีหนี้สูงมาก รวมทั้งหลายๆ รัฐบาลที่อาจจะจ่ายหนี้ไม่ได้ เช่น รัสเซีย เวเนซูเอลา
หากหลายๆ ประเทศผู้ผลิตตกต่ำ ก็จะมีผลต่อคู่ค้า อาจส่งผลให้เศรษฐกิจโลกที่เปราะบางตกต่ำได้
ทั้งนี้ยังจะมีผลกระทบตลาดทุน เพราะประเทศส่งออกอย่างเช่น ซาอุฯ จำเป็นต้องถอนเงินที่อยู่ในตลาดหุ้นต่างๆ ทำให้ราคาหุ้นตกทั่วโลก อีกทั้งผลกระทบต่อราคาสินค้าเกษตรที่เกี่ยวเนื่อง เช่น ยางพารา และปาล์มน้ำมัน
ดังนั้น ผู้บริหารนโยบายเศรษฐกิจไทยจึงต้องระวัง!
---------------------
อานิก อัมระนันทน์






