ธุรกิจกับขยะอิเล็กทรอนิกส์

ธุรกิจกับขยะอิเล็กทรอนิกส์

เมื่อพูดถึงขยะอิเล็กทรอนิกส์ ทุกคนคงเข้าใจได้ว่าขยะเหล่านี้ไม่น่าจะเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากนัก

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่เกิดขึ้นจากธุรกิจหรืออุตสาหกรรม ผู้ที่เป็นเจ้าของขยะเหล่านี้คงจะได้ชื่อว่าเป็นส่วนหนึ่งของผู้ที่มีส่วนสร้างมลภาวะให้กับสิ่งแวดล้อมได้ ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม

ขยะอิเล็กทรอนิกส์ เช่น ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ จอภาพ อุปกรณ์ต่อพ่วง ชิ้นส่วนอุปกรณ์เครือข่าย รวมไปถึง โทรศัพท์มือถือ แบตเตอรี่ และอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ ล้วนแล้วแต่มีส่วนประกอบของสารเคมีต่างๆ ซึ่งอาจเป็นเป็นสารอันตรายทั้งต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม หากไม่ได้ทำลายหรือกำจัดอย่างถูกวิธี

สาเหตุสำคัญที่ทำให้ขยะอิเล็กทรอนิกส์มีปริมาณมากขึ้น ส่วนหนึ่งได้แก่ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ที่ทำให้อุปกรณ์รุ่นเก่ามีอายุใช้งานสั้นลง กระตุ้นความต้องการให้เปลี่ยนไปใช้อุปกรณ์ใหม่ที่ทันสมัยและมีความสามารถเพิ่มขึ้น ทั้งที่เครื่องเก่าอายุการใช้งานยังไม่สิ้นสุด ธุรกิจต่างๆ จึงต้องหาวิธีกำจัดอุปกรณ์เก่าๆ ออกไปเพื่อนำของใหม่เข้ามาแทนที่

ในบางครั้ง ก็อาจใช้วิธีทิ้งไปเป็นขยะ หรือไม่ก็นำไปบริจาค ซึ่งในบางกรณี คอมพิวเตอร์ที่บริจาคไป ก็อาจกลายเป็นการส่งเสริมการใช้ซอร์ฟแวร์เถื่อน หรือซอร์ฟแวร์ละเมิดสิทธิ์ ได้เป็นอย่างดี เพราะผู้รับบริจาคไม่มีความสามารถที่จะใช้ซอร์ฟแวร์ที่ถูกกฎหมายที่มีราคาแพงได้ และผู้บริจาคก็ไม่ยอมมอบซอร์ฟแวร์ลิขสิทธิ์ให้ไปด้วย และส่วนใหญ่คอมพิวเตอร์บริจาคเหล่านี้ มักจะใช้ต่อไปได้ไม่นานก็เสีย หรือไม่อาจซ่อมได้ ท้ายที่สุดก็กลายเป็นขยะเช่นเดิม

เป็นวิธีการที่เคลื่อนย้ายขยะจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งได้อย่างแนบเนียน

ความจริงแล้ว ชิ้นส่วนอุปกรณ์เครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์แทบทั้งหมด จะสามารถนำกลับมารีไซเคิลเพื่อการใช้ซ้ำได้ แต่ส่วนใหญ่กระบวนการรีไซเคิลนี้อาจมีราคาแพงและไม่คุ้มกับค่าใช้จ่าย

ถึงแม้ว่าจะมีอาชีพรับซื้อของเก่าและเก็บขยะขาย และมีการแสวงหารายได้จากขยะอิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้สำหรับผู้ที่มีรายได้น้อย แต่ชิ้นส่วนที่นำไปขายต่อหรือรีไซเคิลได้ยากก็อาจถูกทิ้งทำลายไปอย่างไม่ถูกวิธี

เช่น การนำไปเผาทิ้ง การฝังกลบทิ่ไม่ถูกวิธี จนกลายเป็นปัญหาและส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมและสุขภาพของชุมชนโดยรอบ หรือแม้แต่การนำไปกองทิ้งไว้ให้เสื่อมสภาพจนสารเคมีอันตรายที่อยู่ภายในรั่วไหลออกมาปนเปื้อนแหล่งดินและแหล่งน้ำธรรมชาติ

ในระดับนานาชาติ จะพบว่า ขยะอิเล็กทรอนิกส์ได้กลายมาเป็นปัญหาในระดับชาติในหลายๆ ประเทศที่ต้องพยายามหาทางออกโดยการสร้างระบบการรีไซเคิลที่ต้องลงทุนสูงมาก

หรือบางประเทศก็ใช้วิธีง่ายๆ คือการส่งขยะเหล่านี้ออกไปยังประเทศที่ต้อยพัฒนากว่า หรือแม้กระทั่งการแอบนำไปทิ้งทะเล ซึ่งผิดกฏหมายระหว่างชาติ

ธุรกิจที่ต้องแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม จึงควรให้ความสนใจเกี่ยวกับขยะอิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้ ทั้งในฐานะของผู้ทิ้ง และในฐานะของผู้ที่ควรให้ความช่วยเหลือเพื่อบรรเทาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อเนื่องจากสิ่งเหล่านี้

ซึ่งนอกจากการพยายามที่จะลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมด้วยหลักการ 3R คือ Reduce–การลดปริมาณการใช้ Reuse–การนำกลับมาใช้ซ้ำ และ Recycle–การหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ เพื่อลดปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์แล้ว ยังมีการกำจัดขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกวิธี ที่ใช้หลักการลดปริมาณตั้งแต่ต้นกำเนิด

ในประเทศพัฒนาแล้วจึงคิดระบบต่างๆ เพื่อนำมาบังคับใช้กับธุรกิจ ให้แสดงความรับผิดชอบต่อการผลิตสินค้าที่อาจกลายเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งทำให้ประเทศอื่นที่ต้องการทำธุรกิจด้วย ต้องถูกบังคับใช้ระเบียบนี้ตามไปด้วย เช่น

ระเบียบว่าด้วยการจัดการเศษเหลือทิ้งของผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ของกลุ่มสหภาพยุโรป หรือ WEEE (Waste Electrical and Electronic Equipment) ซึ่งกำหนดการจัดการกับซากผลิตภัณฑ์นั้น หลังหมดอายุใช้งาน

โดยให้ผู้ผลิตต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บเศษเหลือทิ้งเหล่านั้นเองทั้งหมด

เป็นการบังคับให้ผู้ผลิตต้องคำนึงถึงการออกแบบผลิตภัณฑ์ตั้งแต่ต้น เพื่อหากลยุทธ์ในการจัดการกับขยะหลังการใช้งานที่มีประสิทธิภาพและคุ้มค่าที่สุด โดยกำหนดว่าจะต้องนำวัตถุดิบที่ใช้ กลับคืนมา (Recover) ได้ไม่ต่ำกว่า 70 –80% หรือ มีการนำกลับมาใช้ซ้ำ (Reuse) และนำกลับมาใช้ใหม่ (Recycle) ได้ไม่ต่ำกว่า 50 – 75% คิดโดยน้ำหนักเฉลี่ยของผลิตภัณฑ์ สำหรับสินค้าประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ 10 กลุ่ม อาทิ เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์ไอที เครื่องมือ ของเด็กเล่น อุปกรณ์การแพทย์ที่ใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึง เครื่องขายของอัตโนมัติ เป็นต้น

 ระเบียบว่าด้วย การจำกัดการใช้สารอันตรายบางชนิดในผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ หรือRoHs (The Restriction of the use of certain Hazardous Substance in electrical and electronic equipment) ซึ่งมุ่งเน้นการจำกัดการใช้สารที่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อมที่ต้นเหตุ โดยการจำกัดการใช้สารอันตรายบางประเภทที่นำมาผลิตอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่

สารตะกั่ว สารปรอท สารแคดเมียม สารโครเมียม-6 (Cr-VI) สารโพลิโบรมิเนท-ไบฟีนิล (Polybrominated Biphynyles – PBB ) และ สารโพลิโบรมิเนท-ไดฟีนิล-อีเทอร์ (PolyBrominated DiphynylEthers – PBDE)

โดยผู้ผลิตจะต้องหาสารอื่นมาทดแทนการใช้สารเหล่านี้ ในผลิตภัณฑ์ที่ผลิตขึ้น

มาตรการดังกล่าวของสหภาพยุโรป นี้จะบังคับถึงผู้ผลิตและผู้นำเข้าจากต่างประเทศด้วย  ไม่ว่าสินค้าดังกล่าวจะถูกจำหน่ายโดยวิธีใด รวมถึงการจำหน่ายทางอินเตอร์เน็ท หรือ e-commerce ต้องรับคืนซากของผลิตภัณฑ์ดังกล่าวที่หมดอายุการใช้งานแล้ว โดยไม่คิดมูลค่า และผู้ผลิตต้องแสดงให้เห็นว่าตนมีขีดความสามารถจัดการกับผลิตภัณฑ์ตามเกณฑ์ของ WEEE  โดยภาระค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น จะนับรวมถึงการจัดการซากผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่การเก็บรวบรวม(Collection) การนำทรัพยากรกลับคืน (Recovery) การปรับสภาพ การใช้ซ้ำ/การนำกลับมาใช้ใหม่ ไปจนถึงการกำจัดเศษเหลือทิ้ง

การสนับสนุนการขยายตัวออกไปยังต่างประเทศของธุรกิจไทย โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการทำให้เกิดขยะอิเล็กทรอนิกส์ จึงต้องมีการเตรียมรับมือกับระเบียบระหว่างชาติที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด