คำกล่าวว่า “น้ำมันจะท่วมโลก” นั้นเป็นการเปรียบเทียบที่ “ใช่เลย”ด้วยสาเหตุหลายประการทั้งด้านอุปสงค์และอุปทาน
ทำให้ราคาน้ำมันเริ่มดิ่งลงจากระดับ 100 กว่าดอลลาร์ต่อบาร์เรลตั้งแต่ช่วงกลางปี 2557
ปัจจัยด้านอุปทานที่โดดเด่นที่สุดคือ การที่สหรัฐอเมริกาพัฒนาเทคโนโลยีที่ผลิตน้ำมันและก๊าซจากชั้นหินดินดาน หรือ shale oil/shale gasมีการผลิตเพิ่มขึ้นเฉลี่ยถึง 4.2 ล้านบาร์เรลต่อวันในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา แม้จะเพิ่มการผลิตของโลกเพียง 5% แต่ก็มีผลต่อราคามากเพราะความคาดหมายเปลี่ยนไป
ด้านอุปสงค์ประเทศจีนเป็นเศรษฐกิจที่ใหญ่มากและเคยเติบโตรวดเร็วเกิดความต้องการใช้น้ำมัน-ก๊าซเพิ่มขึ้นอย่างมาก เป็นปัจจัยสำคัญในทศวรรษที่ผ่านมา ที่ทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกสูงขึ้นถึง 140 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในปี 2551 กระตุ้นให้บริษัทต่างๆ เสาะแสวงหาน้ำมันจากแหล่งไกลๆ ยากๆ แม้แต่ขั้วโลกเหนือ
แต่เมื่อการเติบโตของเศรษฐกิจจีนเริ่มชะลอตัวลงในปี 2557 คือแม้จีดีพี 7.4% จะแลดูสูง แต่ก็เป็นการเติบโตที่ “ช้า” ที่สุดในรอบ 24 ปี ประกอบกับความต้องการพลังงานที่ใกล้ถึงจุดอิ่มตัวมากขึ้น ทำให้อุปสงค์น้ำมันจีนเพิ่มในอัตราน้อยลงมาก
จีนยังสำคัญและคงไม่ล้มง่ายๆ แต่คาดกันว่าจีนกำลังปรับสมดุลในระบบเศรษฐกิจ และคงไม่สามารถโตในอัตราแบบเดิมๆ อย่างต่อเนื่องอีก
สองปัจจัยนี้ร่วมกันกดราคาน้ำมันโดยพื้นฐานถ้าเหมือนในอดีตตลาดน้ำมันจะถูก “ปั่นราคา” โดยกลุ่ม OPEC แต่เที่ยวนี้ซาอุดีอาระเบียและ OPEC ไม่ยอมลดการผลิตเพื่อพยุงราคาเหมือนที่เคยทำในอดีต ส่วนหนึ่งอาจเพราะปัจจุบันมีแหล่งผลิตอื่นๆ ในโลกมากขึ้น หาก OPEC ลดการผลิตตัวเองก็จะเดือดร้อนขายได้น้อย รายได้จะลดลงในขณะที่ผู้ผลิตนอก OPEC ได้ประโยชน์เต็มๆ
ที่สำคัญ ซาอุดีอาระเบียหวังจะให้ราคาตลาดที่ต่ำ ดันผู้ผลิตต้นทุนสูงโดยเฉพาะ Shale Oil ในสหรัฐออกจากตลาดให้หมดเพราะจะทนการขาดทุนไม่ได้ เมื่อเหลือผู้ผลิตน้อยลงราคาก็จะสูงขึ้นเอง
แต่ทั่วโลกต้องแปลกใจเพราะลักษณะของการผลิต shale oil ทำให้ผู้ผลิตสามารถปรับตัวเพิ่มประสิทธิภาพได้อย่างเก่งกาจ ทั้งที่ต้องลดการลงทุนลงมากแต่ปริมาณการผลิตลดลงน้อยกว่าที่คนทั่วไปคาด และเป็นธรรมดาของธุรกิจที่ตราบใดที่รายได้ยังมากกว่ารายจ่ายผันแปรในการผลิต ผู้ผลิตก็ยังจะเดินหน้าต่อไปแม้ราคาขายจะตกต่ำ ต้นทุนที่ลงไปแล้วไปก็แล้วกันไป
ล่าสุดราคาน้ำมันที่ตกต่ำได้ลดฮวบลงอีก เมื่อสหรัฐและประเทศมหาอำนาจทำความตกลงเกี่ยวกับการควบคุมอาวุธนิวเคลียร์กับอิหร่านได้สำเร็จ ทำให้อิหร่านจะสามารถส่งออกน้ำมันที่เคยถูกแซงก์ชั่นเป็นเวลาเกือบทศวรรษ เมื่อวันที่ 20 มกราคมที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดิบลดลงต่ำที่สุดในรอบ 13 ปี โดย WTI ลดลงเกือบ 7% ในวันเดียว ไปอยู่ที่ 27 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
หลังจากนั้นราคาน้ำก็ฟื้นตัวขึ้นเล็กน้อยมาแกว่งอยู่ในช่วง 30 กว่าดอลลาร์อ่อนๆ ซึ่งก็ต่ำมากตั้งแต่ตกมาในรอบนี้ และยังไม่มีแววจะเด้งขึ้น ยิ่งในตลาดมีสต๊อกน้ำมันค้างอยู่จำนวนมากขาขึ้นในช่วงแรกก็จะช้าลงไปอีก
ราคาน้ำมันต่ำทำให้โครงการลงทุนใหม่ๆ ถูกยกเลิกทั่วโลก รวมกันแล้วถึง 380,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จะมีผลต่อการผลิตแน่ แต่คงจะยังไม่มีผลต่อราคาไปอีกระยะ เพราะปัจจัยอิหร่านจะทำให้การผลิตต้นทุนต่ำที่หายไปจากตลาดกลับคืนมาอีกมหาศาล
ผู้ผลิตที่ต้นทุนสูงแต่ยังอยู่ในระดับที่คุ้มที่จะผลิตก็จะยังผลิตต่อไป เพราะการปิดหลุมมีค่าใช้จ่ายสูง แถมหากตนปิดก็จะเป็นการช่วยคู่แข่งที่ทนเปิดอยู่ให้ได้ผลประโยชน์จากราคาที่สูงขึ้น
นอกจากนี้ การพัฒนายานยนต์-อุปกรณ์ประหยัดเชื้อเพลิงและพลังงานทดแทนต่างๆ ที่ก้าวไปถึงขั้นแข่งขันได้กับฟอสซิลแล้ว ประกอบกับบรรยากาศความร่วมมือแก้ปัญหาโลกร้อน ทำให้อุปสงค์น้ำมันมีแนวโน้มที่จะเติบโตช้าลง
นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่าราคาน้ำมันจะไม่ฟื้นก่อนปี 2560
มีการกล่าวว่าราคาตลาดน้ำมันลดลงมากแล้ว แต่ผู้บริโภคไทยไม่ได้ประโยชน์สักเท่าไร โดยมักเอาราคาขายปลีกไทยไปเทียบกับบางประเทศ ..เฉพาะที่ต่ำกว่าที่สูงกว่าไม่ยอมเทียบ!
ขอย้ำว่า แม้น้ำมันเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ที่ซื้อขายข้ามพรมแดนได้ และที่มีราคาตลาดเหมือนอย่างทองคำ แต่ราคาขายปลีกในแต่ละประเทศนั้นเป็นราคาเนื้อน้ำมัน + ภาษีและเงินกองทุน ดังนั้นประเทศไหนเก็บภาษีน้อยหรือไม่มีการเก็บเงินเข้ากองทุนก็ย่อมมีราคาขายปลีกที่ต่ำกว่า
ซึ่งก็แล้วแต่นโยบายและความสามารถในการอุดหนุนราคาโดยความสามารถมักเกิดกับประเทศส่งออกสุทธิน้ำมัน-ก๊าซ แต่ส่วนใหญ่ก็เลิกอุดหนุนแล้ว เพราะไม่คุ้มค่าเนื่องจากใช้เงินเยอะแต่ช่วยคนรวยมากกว่าคนจน
หากรัฐบาลเคยใช้เงินจากกองทุนน้ำมันถ่วงราคาขาขึ้นให้ขึ้นช้าหรือขึ้นน้อย ก็ต้องมีการเก็บคืนหรืออาจจะเก็บสำรองไว้รับขาขึ้นในอนาคต ผู้บริโภคจะเอาทั้งขึ้นทั้งล่องไม่ได้
แต่ก่อนราคาน้ำมันจะเห็นขาขึ้น จะเกิดอะไรขึ้นบ้างในต่างประเทศและในบ้านเรา เพราะเศรษฐศาสตร์ของน้ำมันดูท่าจะไม่เหมือนเดิม โปรดติดตามตอนต่อไป






