วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

UN SDGs เป้าที่ควรมีร่วมกัน

เมื่อช่วงสิ้นปีที่แล้วผมเริ่มได้ยินข่าวเกี่ยวกับ UN SDGs มาเรื่อยๆ แต่ก็ยังไม่ค่อยได้สนใจเท่าไร จนกระทั่ง

ช่วงเดือนที่ผ่านมา มีโอกาสไปสัมมนาของบรรดาคณบดีของสถาบันการศึกษาทางด้านธุรกิจ ก็เริ่มมีคณบดีของมหาวิทยาลัยชั้นนำหลายแห่งที่เริ่มพูดถึงบทบาทและความสัมพันธ์ระหว่าง SDGs กับ Business Schools จากนั้นก็ได้มีโอกาสเชิญผู้บริหารของบริษัท PwC มาพูดเรื่องนี้ให้กับคณาจารย์ในคณะฟังจึงทำให้เกิดความสนใจและไปศึกษารายละเอียดมากขึ้น และสุดท้ายก็มองว่าเป็นเป้าสำคัญที่ทุกคนควรจะมีร่วมกันและที่สำคัญคือองค์กรธุรกิจก็มีบทบาทสำคัญต่อ SDGs นี้

สำหรับท่านผู้อ่านที่ไม่คุ้นหรือพอจะเคยได้ยินเรื่องนี้มาบ้างเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว บรรดาผู้นำประเทศต่างๆ ที่เป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติก็ได้มาประชุมร่วมกัน และมีข้อตกลงร่วมกันในการกำหนดเป้าหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืนขึ้นมาสำหรับอีก 15 ปีข้างหน้าคือปี 2030 ทั้งหมด 17 ข้อและเรียกกันว่า SDGs (Sustainable Development Goals) โดยผู้นำของ 193 ประเทศที่มาร่วมลงนามนั้นก็ต่างหวังว่าประเทศต่างๆ จะนำเอาเป้าหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืนทั้ง 17 ข้อ (และค่าเป้าหมายย่อยอีก 169 ค่า) เป็นแนวทางในการพัฒนาในด้านต่างๆ เพื่อสุดท้ายแล้วจะทำให้โลกนี้มีความน่าอยู่ขึ้นในปี 2030

ผมขอยกตัวอย่างเพียงแค่เป้าบางประการนะครับเช่น SDG 1 คือการขจัดความยากจนให้หมดสิ้น หรือ SDG 7 คือการให้มีพลังงานที่ถูกและยั่งยืนสำหรับทุกคนหรือ SDG 13 คือการแก้ไขปัญหาและผลกระทบจาก Climate Change

บางท่านอ่านมาถึงตรงนี้อาจจะคิดว่า SDGs ทั้ง 17 ข้อก็เป็นอีกหนึ่งความพยายามขององค์การสหประชาชาติในการทำให้โลกน่าอยู่ขึ้นอีกสักพักก็คงเลิกเห่อกันไปเหมือนกับความพยายามอีกหลายๆ ประการที่ผ่านมาครับแต่คราวนี้ UN เอาจริงครับถ้าพูดไทยได้เขาคงพูดว่า “พี่ไม่ได้มาเล่นๆ นะคราวนี้” ล่าสุดที่ประชุม World Economic Forum ที่ Davos เลขาธิการองค์การสหประชาชาติก็ประกาศชัดเลยครับว่าขอความร่วมมือจากภาคธุรกิจทั่วโลกจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมและมีบทบาทในการบรรลุเป้าหมายทั้ง 17 ข้อนี้

ที่สำคัญคือองค์กรธุรกิจใหญ่ๆ ของโลกก็ไม่ได้อยู่นิ่งเฉยแล้วครับ จากกระแสความตื่นตัวเรื่องของ CSR / CSV กันในช่วงหลายปีที่ผ่านมา UN SDGs ทั้ง 17 ข้อได้กลับกลายมาเป็นเป้าหมายทางธุรกิจและเป้าหมายในการทำ CSR / CSV ขององค์กรธุรกิจชั้นนำหลายแห่งทั่วโลกซึ่งการมุ่งสู่เป้าของ SDGs นั้นใช่ว่าจะทำให้ธุรกิจละเลยโอกาสในการแสวงหากำไรแบบเดิมๆ ไปแต่องค์กรที่คิดเร็วและคิดทันกลับนำเจ้า SDGs นั้นเข้ามาผสมผสานกับ Business model และกลยุทธ์ขององค์กรทำให้สุดท้ายแล้ว เป็นการสร้างสรรค์โอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ แต่ขณะเดียวกันก็ช่วยให้โลกนี้น่าอยู่ขึ้นตามเป้า SDGs อีกด้วย

องค์กรชั้นนำของโลกหลายแห่ง อาทิเช่น IBM, UPS, GSK, Google, Chevron, SAP, PwC, Pfizer เป็นต้น รวมกันจัดตั้ง IMPACT2030 ซึ่งเป็นกลุ่มความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจที่จะส่งเสริมและช่วยกันในการทำให้บรรลุเป้าของ SDGs โดยการแลกเปลี่ยนและหาแนวทางที่ทางธุรกิจจะช่วยในการบรรลุ SDGs

นอกจากนี้ก็เริ่มมีตัวอย่างและกรณีศึกษาขององค์กรธุรกิจหลายๆ แห่งทั่วโลกที่เริ่มออกมาแล้วว่า สิ่งที่ทางภาคธุรกิจกำลังดำเนินอยู่นั้นตอบสนองต่อ SDGs ข้อไหนบ้างส่วนในประเทศไทยนั้น ก็เห็นข่าวที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยอยู่ระหว่างการคุยกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ในการนำ UN SDGs มาประยุกต์ใช้กับหลักธรรมาภิบาล

จริงๆ องค์กรธุรกิจอาจจะเริ่มได้ง่ายๆ นะครับ โดยเริ่มจากการดูในกลยุทธ์และกิจกรรมต่างๆ ที่ตนเองทำอยู่ในปัจจุบันว่าสอดคล้องและสนับสนุนต่อ SDGs ข้อไหนได้บ้าง หลังจากนั้นก็สามารถที่จะบูรณาการ SDG ข้อใดข้อหนึ่ง (หรือหลายข้อก็ได้แต่คงไม่ต้องครบทั้ง 17 ข้อ) เข้ากับ Business model และกลยุทธ์ที่ตนเองทำอยู่เพื่อให้สุดท้ายแล้วการดำเนินงานขององค์กรสามารถตอบสนองต่อทั้งผู้ถือหุ้นและทำให้โลกดีขึ้นและสุดท้ายองค์กรธุรกิจต้องอย่าลืมทำเรื่องของreporting ด้วยครับเพราะรายงานกิจการนั้นไม่ควรจะเป็นเพียงแค่รายงานทางการเงินเพียงอย่างเดียวแต่ควรจะครอบคลุมด้วยว่าการดำเนินงานขององค์กรธุรกิจนั้นช่วยทำให้โลกนี้น่าอยู่ได้อย่างไรบ้าง

คำถามสุดท้ายคือ ไม่ทำได้ไหม? ก็คงไม่มีใครมาห้ามหรือลงโทษท่านหรอกนะครับ เพียงแต่ท่านจะสูญเสียโอกาสทางธุรกิจในอีกมุมหนึ่งที่ไม่เคยมองมาก่อน (อย่าลืมว่า disruptive innovation ส่วนใหญ่เกิดจากกลุ่มผู้ที่ด้อยโอกาสก่อนทั้งสิ้น) และที่สำคัญถ้าองค์กรอื่นเขาเริ่มแล้วและท่านยังไม่ขยับภาพลักษณ์ที่ออกมากลายเป็นว่า ท่านไม่ได้สนใจที่จะให้โลกที่เราอยู่ดีขึ้นเหมือนคู่แข่งท่าน