คงไม่มีประเทศไหนอยากตกอยู่ท่ามกลางภาวะสงครามค่าเงิน เพราะทุกฝ่ายต่างก็ต้องเจ็บตัวจากผลของสงครามค่าเงินทั้งนั้น
แต่หากถูกบีบบังคับจากสถานการณ์ที่คับขันแล้ว ประเทศที่ลงมือก่อนและเดินหมากอย่างเหมาะสมก็จะมีโอกาสเจ็บตัวน้อยกว่าได้ โดยเฉพาะในกรณีที่อาจมีการเจราจาเพื่อยุติสงครามค่าเงินได้ก่อน เมื่อทุกฝ่ายตระหนักถึงขนาดของความเสียหายที่จะตามมาได้ทัน
จึงไม่น่าแปลกใจ ที่ประเทศญี่ปุ่นจะรีบเป็นผู้นำเสนอขอใช้เวที G20 ที่จะมีขึ้นในปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้ เพื่อหารือสร้างความร่วมมือร่วมกันในเชิงนโยบายระหว่างรัฐมนตรีคลังของกลุ่มประเทศ G20 เพื่อรับมือกับความผันผวนที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ และเกี่ยวเนื่องถึงการตกร่วงของดัชนีตลาดหุ้นในเอเชียเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว (นักลงทุนพากันแห่ขายสินทรัพย์เสี่ยงแล้วหันไปลงทุนในทองคำและตลาดพันธบัตรที่มีความเสี่ยงต่ำกว่าโดยมีสาเหตุมาจากความกังวลต่อภาวะถดถอยของเศรษฐกิจโลกและราคาน้ำมันตลาดโลกที่ตกต่ำ) เนื่องจากญี่ปุ่นเพิ่งจะประกาศใช้มาตรการอัตราดอกเบี้ยติดลบไปเมื่อไม่นานนี้ ดังนั้น การเสาะหาความร่วมมือจากเวที G20 ของญี่ปุ่นในอีกแง่หนึ่งก็คือ ความพยายามที่มีเป้าหมายพุ่งตรงไปที่มาตรการของ ECB ที่จะตามมาจากการประชุมในเดือนหน้านี้ เพราะคาดว่ามาตรการของ ECB จะมีผลทำให้ค่าเงินยูโรอ่อนค่าลงไปอีก ซึ่งก็จะลดทอนประสิทธิภาพของมาตรการอัตราดอกเบี้ยติดลบของ BOJ ก่อนหน้านี้ด้วยนั่นเอง
ท่าทีธนาคารสวีเดนก็คล้ายคลึงกับท่าทีของญี่ปุ่น เพราะได้ชิงลงมือปรับอัตราดอกเบี้ยติดลบเพิ่มขึ้นอีกเป็น -0.5% ก่อนการประชุมของธนาคารกลางยุโรปในเดือนหน้าเพราะ คาดว่า ECB อาจจะประกาศอัตราดอกเบี้ยติดลบมากขึ้นเช่นกัน จึงเป็นไปได้ว่าธนาคารสวีเดนได้คิดเผื่อหักลบล่วงหน้าในผลที่จะตามมาจากอัตราดอกเบี้ยติดลบของธนาคารกลางยุโรปในเดือนหน้านี้ด้วยแล้ว
อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญอาจไม่ขึ้นอยู่กับว่า ECB จะเลือกดำเนินนโยบายไปทางหนึ่งทางใด เพราะอาจไม่สามารถยับยั้งความผันผวนของค่าเงินและการถดถอยของเศรษฐกิจโลกได้มากนัก เนื่องจากยังมีปัญหาอื่นๆ ด้วย เช่น ความเสี่ยงจากภาวะถดถอยของเศรษฐกิจจีน รวมทั้งปัญหาฟองสบู่ในตลาดอสังหาริมทรัพย์ในจีน และปัญหาความสามารถในการชำระหนี้ของอีกหลายประเทศ ที่อาจจะกระทบต่อความมั่นคงของภาคธนาคารและสถาบันการเงินต่อไปได้
ประเทศจีนจะได้รับผลกระทบในเชิงลบจากความผันผวนที่เกิดขึ้น เพราะการชะลอตัวของภาคเศรษฐกิจอุตสาหกรรม และภาคส่งออก จะมีผลทำให้รายได้ของจีนขยายตัวในอัตราที่ลดลง และเป็นสาเหตุที่ทำให้สัดส่วนของหนี้ต่อรายได้เพิ่มสูงขึ้น ทางออกที่ผ่านมาของจีนก็คือการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยการลงทุนภาครัฐ และการลดค่าเงินในปีที่ผ่านมาโดยหวังจะได้รายได้จากการส่งออกเพิ่มมากขึ้น แต่สงครามค่าเงินที่อาจจะตามมานั้น จะทำให้จีนมีความจำเป็นต้องลดค่าเงินมากขึ้นกว่าเดิมเพื่อกระตุ้นการส่งออก ซึ่งที่ผ่านมาค่าเงินหยวนก็มีแนวโน้มอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ที่ทางการจีนได้ประกาศลดค่าเงินหยวนเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว ดังที่แสดงในรูปที่ 1 และนี่คือสาเหตุที่ทำให้เงินทุนสำรองระหว่างประเทศของจีนลดน้อยลงไปบ้างอยู่แล้ว แม้จะยังไม่เกิดสงครามค่าเงินเต็มรูปแบบก็ตาม
ประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศเล็ก คงหนีไม่พ้นที่จะได้รับผลกระทบจากความผันผวนของตลาดเงินโลก และภาวะเศรษฐกิจโลกที่ถดถอย แม้ว่าพื้นฐานทางเศรษฐกิจของไทยและภาคการเงินไทยจะมีความเข้มแข็งตามคำแถลงของธนาคารแห่งประเทศไทย แต่ภาวะความผันผวนและสภาพการถดถอยของเศรษฐกิจจีน ย่อมจะมีผลกระทบต่อไทยไม่ว่าจะเป็นเรื่องโอกาสความสำเร็จในการบรรลุเป้าหมายการส่งออกที่ภาครัฐได้ตั้งไว้สำหรับปีนี้ หรือระดับการลงทุนของภาคเอกชนที่น่าจะถูกกระทบจากความไม่แน่นอนที่เพิ่มมากขึ้นด้วย






