วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

จากการมองฝรั่งตั้งชื่อหนังสือว่า “เศรษฐกิจพอเพียง” (3)

สองตอนก่อนอ้างถึงหนังสือชื่อ Sufficiency Economy ซึ่งเท่าที่ผมทราบเป็นเล่มแรกของหนังสือฝรั่งที่ตั้งชื่อ

ตามคำแปลของแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ผู้เขียนเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยในออสเตรเลีย และมีบทบาทสำคัญในสถาบันชื่อ Sufficiency Institute (SI) หรือสถาบันความพอเพียง เขามิได้ตั้งใจเขียนหนังสือตามชื่อนั้น เพราะหนังสือเกิดจากการรวมบทความเก่าของเขา 24 บท โดยแยกพิมพ์เป็นสองเล่ม ผู้เขียนเปลี่ยนชื่อบทความบทหนึ่งจาก Simplicity Institute Report เป็น Sufficiency Economy เนื่องจากเขาเห็นว่าบทความนี้เป็นบทเอก จึงตั้งชื่อหนังสือตามชื่อบทความ

แม้จะใช้ชื่อตามคำแปลของแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง แต่เนื้อหาของบทความจำกัดมาก เนื่องจากครอบคลุมเฉพาะมิติเศรษฐกิจของประเทศก้าวหน้าที่มีการบริโภคเกิดความจำเป็นแล้วเท่านั้น เขามองว่าโลกใบนี้ไม่มีทรัพยากรเพียงพอที่จะสนับสนุนการบริโภคเกินความจำเป็น การบริโภคเช่นนั้นจึงต้องลดลงไปสู่ระดับความจำเป็น หรือที่อาจเรียกว่า กลับสู่ “สามัญ” (Simplicity) ตามชื่อของสถาบันที่เขาขับเคลื่อน

นอกจาก SI แล้ว ยังมีสถาบันในออสเตรเลียอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งสนใจในแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงชื่อ Institute for Sustainable Leadership (ISL) ชื่อของผู้ขับเคลื่อนสถาบันแห่งนี้ Dr. Gayle G. Avery ปรากฏในฐานะผู้สนับสนุนโฆษณาเต็มหน้ากระดาษในนิตยสาร Time ฉบับพิมพ์ในสหรัฐประจำวันที่ 28 มกราคมที่ผ่านมา โฆษณานั้นพาดหัวด้วยข้อความว่า Sufficiency Thinking: Thailand’s Gift to an Unsustainable World เนื้อหาของโฆษณาเป็นเรื่องเกี่ยวกับความไม่ยั่งยืนของโลกปัจจุบัน ซึ่งอาจแก้ได้ด้วยการใช้แนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงอันเป็นผลงานจากการศึกษาและทดลองของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ เมื่ออ่านต่อไปใกล้จบจะพบว่า ข้อความที่พาดหัวนั้นเป็นชื่อของหนังสือซึ่งเขียนโดยคนไทยและจะพิมพ์ออกมาในเร็ววันนี้

อาจเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า Time เป็นนิตยสารรายสัปดาห์ที่พิมพ์และวางขายทั่วโลก แต่ละสัปดาห์ Time พิมพ์ออกมาถึง 3.3 ล้านเล่ม ส่วนหนึ่งเพื่อวางขายตามแผงทั่วไป และอีกส่วนหนึ่งเพื่อส่งตรงให้ผู้รับประจำรวมทั้งผมด้วย เนื่องจากการโฆษณาในหน้านิตยสารชั้นนำของโลกเช่นนี้มีราคาสูงมากถึงหน้าละเกือบ 6 ล้านบาท (ตามข้อมูลของ Gaebler Com.) ผมจึงไม่แน่ใจว่า Dr. Avery จะกล้าจ่ายเงินก้อนโตขนาดนั้น การค้นคว้าหาข้อมูลเพิ่มเติมจากระบบอินเทอร์เน็ต พบว่าผู้สนับสนุนหนังสือเล่มดังกล่าว ได้แก่สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และคณะของ Dr. Avery เป็นผู้ดำเนินงานด้านการเตรียมต้นฉบับ หนังสือจะเสร็จและเปิดตัวในงานเสวนาใหญ่ในกรุงเทพฯ ตอนสิ้นเดือนพฤษภาคม ผมจึงอนุมานว่า Dr. Avery เขียนข้อความในโฆษณาดังกล่าว ส่วนค่าโฆษณาและค่าใช้จ่ายในการจัดพิมพ์หนังสือพร้อมการเสวนามาจากสำนักงานทรัพย์สินฯ

เนื้อหาของหนังสือจะเป็นอย่างไรต้องรอไว้จนถึงวันเปิดตัว ข้อความจากโฆษณาและจากเว็บไซต์ของ ISL บ่งว่าเนื้อหามาจากชาวไทย 20 คนซึ่งเป็นทั้งนักวิชาการและนักปฏิบัติตามแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง จึงพออนุมานได้ว่าหนังสือจะประกอบด้วยทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติซึ่งจะทำให้ชาวต่างชาติเข้าใจแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงดีขึ้นและอย่างกว้างขวางขึ้น ฉะนั้น การพิมพ์หนังสือเล่มนี้จึงเป็นที่ยินดีของผมและกัลยาณมิตรจำนวนหนึ่ง ซึ่งเชื่อมั่นในความประเสริฐของแนวคิด และได้นำไปปฏิบัติพร้อมกับพยายามเผยแพร่มาตั้งแต่หลังได้ฟังครั้งแรก ส่วนชาวโลกจะตอบรับอย่างไรจะต้องรอดูต่อไปโดยเฉพาะในด้านการนำไปปฏิบัติอย่างจริงจัง

อนึ่ง ตั้งแต่คืนวันที่ 4 ธันวาคม 2540 เมื่อในหลวงฯ ทรงตรัสเกี่ยวกับแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงว่า เป็นทางแก้วิกฤติเศรษฐกิจไทยในตอนนั้น องค์กรต่างๆ และคนไทยได้นำไปเผยแพร่พร้อมกับนำไปปฏิบัติอย่างกว้างขวางขึ้นเรื่อยๆ เท่าที่พออนุมานได้ การตอบรับในต่างประเทศยังอยู่ในวงจำกัดมาก ทั้งนี้คงเนื่องจากรัฐบาลทั่วโลกยังเชื่อมั่นในการเดินตามแนวคิดกระแสหลัก ซึ่งสนับสนุนให้เศรษฐกิจและการบริโภคขยายตัวเพิ่มขึ้นต่อไปแบบไม่มีที่สิ้นสุด แม้การบริโภคบางส่วนจะเกินพอดีจนมีผลร้ายต่อร่างกายของผู้บริโภคและต่อโลกก็ตาม

ผลร้ายของการบริโภคแบบเกินพอดี ถูกชี้ให้เห็นโดยนักคิดและนักวิชาการมานาน แต่ยังไม่นำไปสู่การเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในการพัฒนาเศรษฐกิจและในการดำเนินชีวิตตามแนวคิดกระแสหลักแต่อย่างใด ในสหรัฐซึ่งเป็นหัวจักรขับเคลื่อนแนวคิดมีทั้งนักวิชาการที่ชี้ให้เห็นผลร้ายของการเดินตามแนวคิดและกลุ่มชนชื่ออามิช ซึ่งดำเนินชีวิตตามแนวคิดแบบพอเพียงมาเป็นเวลานับร้อยปี ณ วันนี้ ยังไม่มีอะไรที่บ่งชี้ว่าในอนาคตอันใกล้รัฐบาลอเมริกันจะเปลี่ยนกระบวนทัศน์ ปลายปีนี้จะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่ การหาเสียงซึ่งกำลังเข้มข้นขึ้นทุกวันชี้ชัดว่าสหรัฐจะยังใช้แนวคิดกระแสหลักต่อไป

ท่าทีของรัฐบาลอเมริกันไม่ทำให้ผมแปลกใจแต่อย่างใด สิ่งที่ผมแปลกใจ ได้แก่รัฐบาลไทยทุกสมัยตั้งแต่หลังปี 2540 ต่างประกาศออกมาครั้งแล้วครั้งเล่าว่าจะนำเดินนโยบายตามแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง อีกทั้งยังนำไปเสนอให้ชาวโลกทำตามด้วย แต่กลับดำเนินนโยบายไปในทางตรงข้าม ตัวอย่างล่าสุดได้แก่การทุ่มเงินจำนวนมหาศาลเข้าไปในระบบเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการบริโภค แม้การบริโภคนั้นจะไม่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตและต้องซื้อหามาด้วยการกู้หนี้ยืมสินก็ตาม