เดือนกุมภาพันธ์ 2016 น่าจะถือว่าเป็นเดือนที่มีจุดเปลี่ยนในเรื่องของฟันด์โฟลว์ระหว่างภูมิภาคต่างๆ รวมถึงการเปลี่ยนตรรกะ
ในการวิเคราะห์ รวมถึงทิศทางของเศรษฐกิจและตลาดการเงินทั่วโลกที่รวดเร็วที่สุดในรอบ 2 ปี ในภาพรวมถือว่าเสี่ยงและมีสิ่งที่เรียกว่า Unknown มากกว่าปี 2015 เยอะมาก
ในปีนี้ ผมจึงขอแนะนำนักลงทุนให้เน้นกับการลงทุนที่เน้นจ่ายปันผลและดอกเบี้ยให้มากกว่าปีที่แล้ว ในสัปดาห์ที่ผ่านมา WSJ ได้เสนอรายงานการลงทุนในสหรัฐที่เน้นปันผล ผมจึงนำรายงานดังกล่าวมาแชร์กับท่านผู้อ่าน โดยประเภทการลงทุนที่น่าสนใจ มีดังนี้
หนึ่ง หุ้นในเซกเตอร์พื้นฐานที่จ่ายเงินปันผลดี ได้แก่ รถยนต์ ค้าปลีก และอุตสาหกรรม หากมองเป็นรายหุ้น ได้แก่ General Motors และ Ford ที่จ่ายปันผลเกินร้อยละ 4 รวมถึงร้านเสื้อผ้าอย่าง Macy’s และ Gap ก็มีระดับเงินปันผลที่สูงไม่แพ้กัน ที่จ่ายเงินปันผลสูงมาก ได้แก่ ร้านหนังสือ Barns & Nobles ที่จ่ายปันผลถึงร้อยละ 7 นอกเหนือจากนี้ ยังมีเซกเตอร์ที่น่าสนใจมากคือสื่อสารและสาธารณูปโภค โดยหุ้นอย่าง Qualcomm ที่มีเงินสดในมืออยู่มาก จ่ายปันผลเกินร้อยละ 4 และ Seagate Technology ที่จ่ายปันผลถึงร้อยละ 7 ในขณะที่หุ้นสาธารณูปโภคที่จ่ายปันผลงาม ทั้ง American Electric Power และ Duke Energy ก็จ่ายปันผลประมาณโดยเฉลี่ยร้อยละ 3.5-4.7 ต่อปี โดยเซกเตอร์นี้โดยเฉลี่ยเทรดที่ P/E 16 เท่า ณ สิ้นปี 2015
หากพิจารณาเป็นตราสาร ETF ที่จ่ายเงินปันผลสูงแต่ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานตราสารค่อนข้างต่ำ เช่น Vanguard High Dividend Yield ที่มีค่าใช้จ่ายเพียงร้อยละ 0.1 ต่อปี ทว่ามีเงินปันผลในปีที่แล้ว มากกว่าร้อยละ 3
สอง พันธบัตรแบบ Municipal หรือรัฐบาลท้องถิ่น แม้ว่าพันธบัตรรัฐบาลท้องถิ่นจะให้ผลตอบแทนที่ไม่มากนักเมื่อปีที่แล้ว อย่างไรก็ดี ในปีนี้พันธบัตรดังกล่าวน่าจะให้ผลตอบแทนที่ดีขึ้น เนื่องจากระดับความเสี่ยงด้านเครดิตของประเทศต่างๆ ทั่วโลกสูงขึ้นเป็นอย่างมาก โดยเป็นความต้องการของนักลงทุนต่อพันธบัตรเหล่านี้ก็สูงขึ้นเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ยังมีตราสารประเภท revenue bond ที่ผลตอบแทนขึ้นอยู่กับรายได้ของบริษัทสาธารณูปโภค อาทิ Los Angeles Department of Water and Power หรือ Port Authority of New York & New Jersey ที่ออกตราสารให้ผลตอบแทนน่าสนใจ ส่วนที่เป็นกองทุนออกโดย Vanguard และ Pimco ก็มีผลตอบแทนอยู่ในเกณฑ์ดี
สาม กองทุนอสังหาริมทรัพย์หรือ REIT โดยในปี 2016 คาดการณ์กันว่ากองทุน REIT ในสหรัฐจะมีผลตอบแทนราวร้อยละ 5-10 เนื่องจากในปีที่ผ่านมา REIT ตัวไส้ในของผลประกอบการทางการเงินที่มีกระแสเงินสดที่แข็งแกร่งและมีผลประกอบการ รวมถึงมีการจ่ายเงินปันผลที่ดี และในปีนี้กองทุนประเภท Private Capital ให้ความสนใจกับการลงทุนประเภทอสังหาริมทรัพย์เป็นอย่างมาก สำหรับกอง REIT ที่น่าสนใจ ได้แก่ Boston Properties และ AvalonBay Communities ในกลุ่มอพาร์ตเมนท์ แม้จะมีนักวิเคราะห์มองว่าอสังหาริมทรัพย์ในส่วนที่เป็น Mall กำลังจะตาย เนื่องจาก e-Commerce ใหญ่ๆ ไม่ว่าจะเป็น Amazon หรือ Alibaba ที่กำลังเป็นแหล่งการค้าแทนร้านที่เปิดตามศูนย์การค้า ทว่าสินค้าที่เป็นสินค้าฟุ่มเฟือย ก็ยังต้องให้ลูกค้าเดินทางไปดูก่อนซื้อเพื่อให้มั่นใจ
สี่ หุ้นกู้ประเภทที่สามารถเปลี่ยนเป็นหุ้นสามัญได้หรือที่เรียกกันว่า Convertible Bonds แม้ในปี 2015 จะเป็นปีที่กองทุนรวมหลายแห่งขายตราสารประเภทนี้เพื่อคืนเงินให้กับลูกค้า ทว่าในปี 2016 ถือว่าเป็นโอกาสใน Convertible Bonds ของบริษัทที่มีการควบรวมกิจการอยู่เยอะมาก อาทิ Healthcare ยกตัวอย่างเช่น Allergan 5.5% Preferred Stock ที่เทรดกันเมื่อเดือนที่แล้วที่ 1,030 ดอลลาร์จากมูลค่าราคาพาร์ที่ 1,000 ดอลลาร์ หากสนใจเป็นตราสาร ETF กองที่ใหญ่ที่สุดคือ SPDR Barclays Convertible Securiries ก็ถือว่าใช้ได้
สำหรับนักลงทุนที่กล้าเสี่ยงและอยากซื้อของถูก ตราสาร Convertible Bonds ของธนาคารในยุโรปหลายแห่งถือว่าค่อนข้างถูกมากในตอนนี้
ห้า พันธบัตรสหรัฐ แม้ตอนนี้อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรสหรัฐจะต่ำมาก ทว่าความไม่แน่นอนของธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟดที่จะขึ้นหรือไม่ขึ้นดอกเบี้ยในช่วงเวลาที่เหลือของปีนี้ ถือเป็นข้อดีของผู้ถือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐในการป้องกันความเสี่ยงของการลงทุนในหุ้น เนื่องจากหากเศรษฐกิจโลกหรือสหรัฐเกิดออกมาแย่มาก ก็จะทำให้เฟดชะลอการขึ้นดอกเบี้ย จะส่งผลให้ตัวพันธบัตรดังกล่าวก็จะมีราคาที่สูงขึ้นชดเชยดัชนีหุ้นที่ต่ำลง นอกจากนี้ พันธบัตรที่ผลตอบแทนแปรเปลี่ยนตามอัตราเงินเฟ้อหรือ TIPS ก็เป็นทางเลือกการลงทุนสำหรับผู้ที่กังวลว่าราคาน้ำมันจะเป็นขาขึ้นในอนาคตและอัตราเงินเฟ้อจะขึ้นตาม เพื่อให้มีอัตราผลตอบแทนที่ยังสูงทันอัตราเงินเฟ้อได้
ผมคิดว่าน่าจะเป็นไอเดียที่ดี สำหรับที่ยังมีความไม่รู้ในหลายเรื่องภายในภาพใหญ่ของเศรษฐกิจโลก ณ นาทีนี้ ที่จะถือสินทรัพย์ประเภทดังกล่าวให้เยอะขึ้นในปีนี้ครับ






