วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

อัตราดอกเบี้ยติดลบ : ญี่ปุ่นเทหมดหน้าตัก

พอธนาคารกลางญี่ปุ่นสร้าง “เซอร์ไพรส์”

 ด้วยการประกาศนโยบาย “อัตราดอกเบี้ยติดลบ” ที่ -0.1% เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็เกิดคำถามมากมายว่ามันจะมีผลตามมาอย่างไร?

แน่นอนว่าไม่ว่าญี่ปุ่นจะทำอะไร ก็ย่อมมีผลต่อการเงินและเศรษฐกิจโลก

อาการของญี่ปุ่นตอนนี้เหมือนคนป่วยเรื้อรังมานาน แต่ก็ปลอบใจคนอื่นตลอดเวลาว่าไม่มีปัญหา เดี๋ยวก็จะฟื้น แต่อยู่ดี ๆ ก็ประกาศทำอะไรที่ชาวบ้านเขาไม่ทำกัน และบอกไม่ได้ว่าทำแล้วจะช่วยให้หายป่วยหายไข้หรือเปล่า?

ที่สำคัญคือพี่ยุ่นทำอย่างนี้จะเป็นการส่งคลื่นกระทบไปถึงชาวบ้านทั่วโลกหรือไม่อย่างไร

คำว่า “อัตราดอกเบี้ยติดลบ” หรือ Negative interest rates แปลว่าอะไร?

แปลว่าธนาคารกลางจะคิดดอกเบี้ยจากที่ธนาคารพาณิชย์เอาเงินมาฝากไว้ แทนที่จะให้ดอกเบี้ยเหมือนแต่ก่อน

เป้าหมายคือต้องการกดดันธนาคารพาณิชย์ไม่ให้เก็บเงินเอาไว้กับแบงก์ชาติ ควรจะปล่อยกู้ให้กับลูกค้าเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่ซึมเซามายาวนาน

ในทฤษฎีแล้ว อัตราดอกเบี้ยติดลบ ไม่ควรจะนำไปสู่การที่ชาวบ้านฝากเงินธนาคารพาณิชย์ แล้วจะถูกเก็บค่าฝากแทนที่จะได้ดอกเบี้ย

แต่ในทางปฏิบัติอาจจะเกิดเรื่องประหลาดอย่างนี้ก็ได้

ผลที่ตามมาสำหรับชาวบ้านก็คือ แทนที่จะเอาเงินไปฝากธนาคาร ซึ่งนอกจากไม่ได้ดอกเบี้ยแล้วยังอาจจะต้องเสีย “ค่าฝากเงิน” ให้ธนาคารด้วย ก็จะเอาเงินนั้นมาใช้จ่ายซื้อข้าวซื้อของแทน

ทุกวันนี้ ประเทศที่ใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบมียูโรโซน สวีเดน เดนมาร์ก สวิตเซอร์แลนด์ แต่ที่ญี่ปุ่นสร้างความประหลาดใจเป็นพิเศษ เพราะเป็นเศรษฐกิจใหญ่อันดับต้น ๆ ของโลก

รัฐบาลญี่ปุ่นพยายามกระตุ้นให้คนใช้จ่ายมาหลายปี แต่ไม่ค่อยได้ผล บางปีถึงขั้นเคยแจกคูปองให้ผู้คนไปชอปปิงด้วยซ้ำ

เมื่อไม่ได้ผลก็ต้องหันมาเล่นเกมแรง

แบงก์ชาติญี่ปุ่นบอกด้วยว่า ถ้าจำเป็นก็จะลดดอกเบี้ยต่อเนื่อง

จนกว่าจะได้เป้าหมายเงินเฟ้อ 2% จากที่ทุกวันนี้ติดลบอยู่เพราะราคาสินค้าไม่กระเตื้องขึ้นเลย

การที่ธนาคารกลางญี่ปุ่นคิดดอกเบี้ยเงินฝากแบงก์ ที่เอาสภาพคล่องส่วนเกินไปฝากเป็นอัตรา -0.1% เท่ากับว่าไล่เงินเยนให้ออกไปปล่อยกู้ หรือไปลงทุน

ไม่ให้แบงก์เอามาฝากกินดอกเบี้ยเฉย ๆ ด้วยการไปฝากไว้กับธนาคารกลางของตัวเอง

ผลก็คือจะมีการเอาเยนแลกดอลลาร์ ไปฝากดอกเบี้ยดอลลาร์ ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า ซึ่งทำให้ดอลล่าร์แข็งขึ้น

ธนาคารกลางสหรัฐฯหรือ Fed ขึ้นดอกเบี้ยจาก 0.25% เป็น 0.50% เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ทำให้ดอกเบี้ยดอลลาร์สูงกว่าดอกเบี้ยยูโร และดอกเบี้ยเยนไปอีก มีผลทำให้ดอลลาร์แข็ง

บางคนที่เชื่อในทฤษฎี “สมคบคิด” บอกว่าเป้าหมายสหรัฐคือกระแทกเงินสกุลหยวนของจีน

ทุกวันนี้อัตราดอกเบี้ยของยูโรอยู่ที่ -0.30% ติดลบเหมือนกัน มีผลทำให้เงินไหลออกจากยุโรปไปดอลลาร์เพื่อหนุนดอลลาร์ให้แข็งขึ้นไปอีก

ดอกเบี้ยสวิสฟรังก์อยู่ที่ -0.75% เหตุเพราะธนาคารกลางสวิสรับเงินที่ไหลเข้าประเทศไม่ไหว อันเนื่องจากยุโรปประสบวิกฤติการเงิน ต้องลงโทษสถาบันการเงินที่เอาเงินมาฝากระยะสั้น

นั่นคือต้องจ่ายดอกเบี้ย แทนที่จะได้ดอกเบี้ย

สภาพขณะนี้ต้องดูที่ความต่างของดอกเบี้ยในแต่ละสกุล

ความถ่างระหว่างดอกเบี้ยเฟดกับดอกเบี้ยยูโร คือ 0.80%

ความถ่างระหว่างดอกเบี้ยเฟดกับดอกเบี้ยสวิสฟรังก์ คือ 1.25%

ความถ่างระหว่างดอกเบี้ยเฟดกับดอกเบี้ยญี่ปุ่น คือ 0.60%

นักวิเคราะห์บางคนบอกว่าญี่ปุ่นหลังติดฝา เข้าตาจน เพราะเป็นหนี้เกิน 200% ของจีดีพี

หากแนวโน้มเป็นอย่างนี้ต่อไป เงินสกุลอเมริกันก็จะแข็งขึ้นตามลำดับ ผู้กู้ดอลลาร์จะเจอดอกเบี้ยแพงขึ้น

สิ่งที่จะตามมาคือความผันผวนของตลาดการเงิน ที่ไม่มีใครคาดคาดการณ์ได้แม่นยำอีกต่อไป

ไทยคงต้องเตรียมรับมือ กับภาวะการเงินของโลกที่อาจจะกลายเป็น “สงครามตัวใครตัวมัน”