จีนในวันนี้มาไกลเกินกว่าการเป็นแค่ชาติที่ร่ำรวยและกำลังลงทุนต่อทุนไปทั่วโลกแล้ว วิกฤติเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นบ้าง
จะเป็นเหมือนเดือยสเปอร์ กระตุกให้จีนปรับตัวบ้าง เพื่อไม่ให้หลงระเริงจนเกินไปนัก ในด้านความมั่นคง ก็มีการปรับเปลี่ยนอย่างมากเพื่อรองรับความท้าทายของภัยคุกคามที่ทันสมัย คำถามของวันนี้ไม่ใช่เพียงว่า ผลกระทบด้านความมั่นคงจะเกี่ยวข้องอะไรกับไทยไหม แต่เป็นไทยจะยืนอยู่ตรงไหนตรงความเปลี่ยนแปลงของจีน
เป็นที่ทราบกันดีอยู่ว่า จีนถือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะอาเซียนบก เป็นเสมือนสนามหลังบ้าน (Back Yard) ของจีน ไม่ใช่แค่เพราะเป็นลูกเด็กเล็กแดง ใครจะมาแทรกแซงก็เหมือนละเมิด แต่ในความเป็นจริงแล้ว บริเวณนี้เป็นที่ที่จีนสบายใจที่สุด เพราะมองไปทิศอื่นล้วนภัยรอบข้าง ด้านเอเชียตะวันออกไกลใกล้ปักกิ่งสุดนั้นมีญี่ปุ่น คู่ปรปักษ์ ทางเหนือมีรัสเซียซึ่งจีนแสวงประโยชน์ได้ก็จริงแต่ไม่เคยไว้ใจ ทางตะวันตกนั้นอยู่ประชิดภัยก่อการร้าย ต้องวิตกต่อคนต่างชาติต่างศาสนา ส่วนทางตะวันตกเฉียงใต้ก็มีเวียดนาม คู่กัดเดิม เหลือเพียงตอนใต้ที่ติดกับยูนนานเท่านั้นที่เรียกว่าคลื่นลมสงบ
ด้วยเหตุนี้แผนการหลายอย่างของจีนจึงต้องเป็นเรื่องของการสร้างความเข้มแข็งให้ทางใต้ และการทำให้ทางใต้มีทางออกสู่ทะเล ทางด้านอื่นนั้นก็มีเช่นกันแต่ไม่เน้นมากเท่านี้ โดยเฉพาะด้านสินค้าและพลังงานทางใต้ นี่ล่ะคือเส้นทางลำเลียงที่เวิร์คสุดของจีน ยุทธศาสตร์ String of Pearl ในอดีตถูกต่อยอดปรับเปลี่ยนมาเป็น One Road, One Belt และ Maritime Silk Road ในวันนี้ ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องมีบนบกที่นำขึ้นสินค้าและพลังงานที่มีเสถียรภาพ เมืองชายแดนต้องเติบโตเลี้ยงตัวและส่งผ่านความเจริญเข้าพื้นที่ตอนในได้ ประเทศอย่างเมียนมา ลาว เขมรและไทยจึงเป็นจุดหมายที่จีนพึ่งพิง
แต่วิเคราะห์อย่างนี้ก็จะดูง่ายเกินไป ยิ่งถ้าผสมกับความฮึกเหิมของไทยที่เชื่อมั่นในภูมิรัฐศาสตร์ว่าตนเองเป็นศูนย์กลางอาเซียน และมีความพร้อมกว่าประเทศอื่นที่ว่ามาเพราะเป็นมิตรแท้ของจีนและมีความเจริญกว่าเพื่อนบ้าน การมองเรื่องนี้อาจมีอคติ ยิ่งในระยะยาวนั้นไม่แน่นะครับ เพราะเมียนมาต่างหากที่มีภูมิรัฐศาสตร์ที่ดีกว่าไทย เป็นแหล่งวัตถุดิบที่ดีกว่า เป็นชุมทางโลจิสติกส์ และที่สำคัญคือความเป็นประชาธิปไตยของเมียนมาหากมีขึ้นได้จริง จะเอื้อประโยชน์ปฏิสัมพันธ์ระหว่างจีนกับเจ้าบ้านและกับประเทศอื่นอย่างมหาศาล ขณะที่ความไม่เป็นประชาธิปไตยของไทยอาจไม่เป็นประโยชน์สักเท่าไหร่ต่อจีน ถ้าทางการไทยไม่เอื้อประโยชน์ให้จีนมากกว่าปกติ
ถ้าเราไม่ประมาทจนเกินไป จีนยังต้องพึ่งไทยในหลายด้าน โดยเฉพาะด้านความมั่นคงตามที่จั่วหัวเรื่องไว้ เช่น ด้านการติดต่อกับเพื่อนบ้านอาเซียนทางใต้ลงไป หากจีนต้องการตลาดตามเส้นทางรถไฟไปสิงคโปร์ให้ได้ จีนก็ต้องพึ่งไทยทำรถไฟรางคู่รับจีนไปเชื่อมมาเลเซียให้สำเร็จ ความมีเสถียรภาพของลำน้ำโขงนั้นไทยก็มีส่วนช่วยอย่างมาก หากปราศจากตรงนี้จีนคงเหนื่อยแรงอีกมาก สำหรับเรื่องทางอ้อมนั้น เป็นที่ทราบกันดีว่าจีนขยายกำลังลงทะเลจีนใต้แน่แท้แล้วและจะไม่มีทางหยุดถ้าไม่เกิดอุปสรรคบังคับแบบเจ๋งๆ ตามรายทางที่ต่อต้านจีนเราเห็นชื่อประเทศเรียงมาเป็นพืด ตั้งแต่ญี่ปุ่นกับอเมริกาเข้ามาสอดแทรก หรือเวียดนามกับฟิลิปปินส์ที่เปิดหน้าตรงๆ ไทยนั้นไม่เกี่ยวแต่ก็มีสิทธิมีเสียงพอสมควรทั้งในเวทีอาเซียนและเวทีที่เกี่ยวกับความมั่นคง เช่น ผู้นำเหล่าทัพ (ADMM+) สิ่งนี้อาจช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดเรื่องการเผชิญหน้าของอาเซียนกับจีน
การที่จีนปรับเปลี่ยนกองทัพจีนให้มีโครงสร้างทันสมัยเหมือนเหล่าทัพฝรั่งนั้น เผยให้เห็นว่าจีนเริ่มเข้าใจจุดอ่อนตนเองในหลายด้านแล้วว่า ที่รวมการแบบเดิมที่กองทัพบกเป็นใหญ่ สรรพาวุธไปทาง การโฆษณาชวนเชื่อไปอีกทาง หรือให้มณฑลแบกรับภาระตามภูมิศาสตร์กว้างๆ ไปนั้นไม่พอ จีนต้องปรับการวางกำลังในพื้นที่ให้สอดคล้องกับแนวคิดของปธน.สี จิ้นผิง ที่ยุคนี้เป็นยุคที่จีนจะไม่รอคนรุ่นหน้ามาแก้ปัญหาใดๆ แต่จีนต้องรุกเอาสิ่งที่เป็นของจีนหรือจีนควรได้ด้วยตนเอง แบบว่ามีอิทธิพลแล้วต้องใช้คุ้ม กับปัญหาบางอย่างจีนให้ความสำคัญมาก เช่น ไซเบอร์ ก็ต้องเป็นถึงระดับหน่วยบัญชาการคุมเองเลย กองทัพขีปนาวุธก็ต้องมีไม่ต้องผูกไว้กับปืนใหญ่แล้ว แต่ที่เกี่ยวกับไทยมากคือเรื่องก่อการร้าย
จีนจะใช้อิทธิพลแบบที่สหรัฐชอบใช้ต่อไทยในการพยายามลากคนที่ทางการจีนคิดว่าผิด กลับไปรับอาญาในจีนให้จงได้ เรื่องแบบนี้จะเพิ่มมากขึ้น เช่นเดียวกับความร่วมมือด้านก่อการร้าย ในด้านฝึกร่วมนั้นก็จะมีมากขึ้น ในทางยุทธศาสตร์แล้วจีนยังฝึกร่วมพหุภาคีกับใครยกเว้นกลุ่ม Shanghai Five ได้ยาก เพราะมิตรระดับภูมิภาคนั้นเป็น bloc ของสหรัฐ แต่จีนก็ต้องเพิ่มการฝึกทวิภาคีกับชาติต่างๆ ให้มากกับไทย นี่แหล่ะคือแหล่งเรียนรู้สำคัญของจีน ที่จะทำให้จีนเรียนรู้วิทยาการทหารจากฝรั่ง ในการนี้ที่นั่งเรียนใน รร.ทหารของจีนสำหรับทหารไทยน่าจะมากขึ้นด้วย
แนวทางต่อจีนของฝ่ายไทยนั้นยังคงเป็นเลือกรับสิ่งที่เป็นประโยชน์ ศึกษาผลกระทบให้ดี อะไรที่ดีต้องกล้าขอการต่างตอบแทน (Reciprocate) อะไรไม่ดีต้องหาการถ่วงดุล จีนเป็นมิตรที่ดี แต่ต้องระวังในทุกเรื่องเหมือนกัน






