เรื่องของ “นักเรียนทุน” ที่ใช้เงินรัฐบาลไปเรียนต่อต่างประเทศ
แล้วไม่กลับมา “ใช้ทุน” ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ เพราะหลายคนพอไปเรียนแล้วพบ “ช่องทาง” สร้างอนาคตที่ดี เมื่อกลับมาใช้หนี้ก.พ.ให้ถูกต้องตาม “กติกา” ก็เป็นอันจบเรื่องกันไป
000 แต่ประเด็นของ หมอดลฤดี จำลองราษฎร์ ที่เป็น“ข่าวดัง”เพราะเอาเงินรัฐบาลไปร่ำเรียนร่วม 10 ปี แต่ไม่ยอมคืนทุน ปล่อยให้เป็นภาระหนี้ของคน“ค้ำประกัน” จนเกิดกระแสความไม่พอใจอย่างกว้างขวางโดยเฉพาะบนสื่อออนไลน์ ที่เป้าหมายไม่ได้อยู่ที่เฉพาะตัวหมอฟันสาวรายนี้เท่านั้น
000 แต่ยังลามไปถึงต้นสังกัดที่เป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของประเทศอย่าง“มหิดล” ว่าได้ดำเนินการ “ติดตามทวงถาม” อย่างจริงจังมากน้อยแค่ไหน ลามไปถึง“ฮาวาร์ด” มหาวิทยาลัยหัวแถวของโลก ที่หมอดลฤดี ไปร่ำเรียนจนได้รับการว่าจ้างให้ทำงานต่อในฐานะนักวิจัย
000 และเรื่องราวยังลุกลาม “ขุดคุ้ย” ไปถึงทรัพย์สิน รายได้และความเป็นอยู่สุขสบายในต่างแดน... บนโลกออนไลน์มีการกล่าวอ้างว่าหมอดลฤดี มีรายได้จากฮาร์วาร์ด รวมกับการเปิดคลินิกทำฟัน คิดเป็นเงินไทยราวปีละ 42 ล้านบาท มีชีวิตอยู่กับครอบครัวในบ้านหรูย่านไฮโซ พร้อมกับนำเสนอรูปรถสปอร์ตราคาแพง
000 เรื่องราวที่เกิดขึ้นมีเพียง หมอเผด็จ พูลวิทยกิจ ที่เป็นหนึ่งในสี่ผู้ค้ำประกัน เพียงคนเดียวที่ออกมาเรียกร้องทวงถามความเป็นธรรม โดยเฉพาะสิ่งที่ฝากคำถามไปถึงฝ่ายกฎหมายและผู้บริหารมหาวิทยาลัยมหิดล ในเรื่องการ“ตามหนี้”
000 เพราะเขาไม่เชื่อว่าหากมีการติดตามอย่างเข้มข้น มีการแจ้งความดำเนินคดี หรือมีการประสานไปยังฮาร์วาร์ด แจ้งเรื่องไปที่สถานกงสุลหรือสถานทูต จะ“ไม่สามารถติดต่อได้”อย่างที่มหาวิทยาลัยมหิดลได้ชี้แจงไว้ในเบื้องต้น
000 ซึ่งบ่ายวันนี้คงจะต้องฟังคำแถลงของ 2 ผู้บริหารม.มหิดล ทั้ง นพ.บรรจง มไหสวริยะ รองอธิการบดี และทพ.พาสน์ศิริ นิสาลักษณ์ คณบดีคณะทันตแพทยศาสตร์ ต่อเรื่องราวที่เกิดขึ้น ที่น่าจะมีเนื้อหาสาระคลายความกังวลของสังคมได้มากกว่าการไม่สามารถ“ดำเนินการ”กับลูกหนี้ตัวจริงได้
000 บทเรียนครั้งนี้“สอน”อะไรหลายอย่าง โดยเฉพาะการ“ค้ำประกัน”...ขณะเดียวกัน ก.พ.ที่เป็นผู้พิจารณาทุน ก็ต้องคิดให้เยอะ ต้องปรับแก้กติกาให้“รัดกุม” เพราะการที่รองนายกฯ วิษณุ เครืองาม ออกมาระบุว่าการ“เบี้ยวทุน”เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี เป็นการตอกย้ำความบกพร่องที่จะเป็นจำเป็นต้องปรับปรุงโดยเร็ว
000 รวมทั้งในส่วนของ “มหิดล”นอกจากเรื่องราวที่จะมีการแถลงข่าว ยังมีเรื่องที่ถูกตั้งข้อสงสัยและอาจทำให้มหาวิทยาลัยถูกมองในทาง“เสียหาย”ได้ หากไม่รีบทำความเข้าใจกับสังคม...ในประเด็นที่มีการกล่าวหาว่าอาจจะมีใคร“รู้เห็น”กับหมอดลฤดี หรือไม่?
000 เพราะหาก“หมอดลฤดี”ตัดสินใจ“จ่ายคืนทุน”ในทันที จะต้องควักเงินจ่าย 3 เท่าของทุนที่ใช้ไปทั้งหมด ราว 30 ล้านบาท แต่หากเรียกคืนจาก“ผู้ค้ำ”จะเรียกเฉพาะเงินที่ใช้จ่ายจริงเป็นตัวเลขกลมๆ ราว 10 ล้านบาทเท่านั้น
000 ประเด็นนี้หากไม่“พูดให้ชัด”หรือเร่งทำให้สังคมหายกังวลสงสัย เกรงจะเกิดความเสียหายกันทั่วถึง รวมทั้ง “พี่ปุ้ย”และ“ติ๊ก”ที่หมอดลฤดี ส่งอีเมลมาหาก็อาจหนีไม่พ้นเป็น“เหยื่อ”ข้อกล่าวหานี้ด้วยเช่นกัน
000 ในสัปดาห์นี้ ธนศักดิ์ วัฒนฐานะ ผู้ว่าฯ กปน. จะนั่งหัวโต๊ะประชุมเดินหน้ามาตรการ“จูงใจ”ประหยัดน้ำ ที่มากกว่าการรณรงค์ขอความร่วมมือ โดยถอดบทเรียนมาจากปีก่อน ที่ได้ผล“เกือบ”เป็นที่น่าพอใจ !!!
.....................................
อัชชาวดี [email protected]






