สัปดาห์ที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์ แถลงภาพรวม
การส่งออกปี 2558 ติดลบ 5.78% สูงสุดในรอบ 6 ปี เป็นการติดลบต่อเนื่อง 3 ปีติดต่อกันตั้งแต่ปี 2556 ส่วนในปี 2559 ที่เพิ่งผ่านไป1 เดือน ภาคการส่งออกยังคงออกอาการน่าเป็นห่วง และเริ่มมีความเห็นจากหลายฝ่าย ว่าในปีนี้การส่งอกอาจจะขยายตัวได้ 0%
หากถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับภาคการส่งออก ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ที่สำคัญของเศรษฐกิจไทย คำอธิบายในรอบหลายปีที่ผ่านมา ก็หนีไม่พ้นการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก นำโดยเศรษฐกิจจีนที่ส่งผลกระทบต่อหลายประเทศต่อเนื่องกันเป็นลูกโซ่ กำลังซื้อที่ลดลงของประเทศผู้ส่งออกพลังงานและน้ำมัน การเข้าสู่วัฎจักรราคาขาลงของสินค้าเกษตรและสินค้าโภคภัณฑ์ เมื่อรวมกับโครงสร้างการผลิตที่เริ่มมีข้อจำกัดของไทย อันสืบเนื่องจากการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในระยะ10 ปีทรงตัวอยู่ที่ระดับ 0.87 – 0.89% ของจีดีพีโลก ขณะที่เพื่อนบ้านต่างมีสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน
สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ระบุว่าปัญหาที่ทำให้การส่งออกของไทยติดลบ และติดหล่มในหลายปีที่ผ่านมา ไม่ได้เป็นเพราะเรา “ผลิตไม่เก่ง” เพราะจากข้อมูลของธนาคารโลกระบุว่าประเทศไทยติด Top 5 ประเทศที่มีสัดส่วนอุตสาหกรรมในจีดีพีสูงที่สุดในโลก และด้วยต้นทุนการผลิตที่เหมาะสม ความสามารถในการผลิตและการส่งมอบสินค้าได้ตามกำหนดเวลา ทำให้มีอุตสาหกรรมระดับโลก มาตั้งฐานการผลิตในไทย เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ และอิเล็กทรอนิกส์ที่มีบริษัทยักษ์ใหญ่หลายบริษัท เข้ามาใช้ไทยเป็นฐานผลิตเพื่อส่งออกสินค้าในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา
ปัญหาของไทยจึงไม่ใช่การผลิตไม่เก่ง แต่ปัญหาหลักของเราทุกวันนี้คือเรา“ขายไม่เก่ง” และปัญหาส่วนหนึ่งที่เราขายสินค้าออกไปภายนอกไม่เก่ง นอกจากหน่วยงานที่ส่งออกปรับตัวไม่ทันต่อบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ปัญหาใหญ่คือเรื่องของตัวสินค้าที่ขาดการพัฒนา และสร้างมูลค่าสินค้าให้เพิ่มขึ้นด้วยสิ่งที่เรียกว่า“นวัตกรรม”
สิ่งที่เรียกว่านวัตกรรมนั้นเป็นเรื่องที่พูดง่ายแต่ทำให้เกิดได้ยาก ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นได้ก็ต้องอาศัยการวิจัยและพัฒนา ก่อนที่จะนำมาใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ได้ ซึ่งเรื่องการผลักดันการสร้างนวัตกรรม พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี บอกว่าภารกิจของกระทรวงวิทยาศาสตร์อย่างหนึ่งคือ ต้องผลักดันการเพิ่มงบประมาณในการวิจัยและพัฒนา (R&D) ให้ได้ไม่น้อยกว่า 1% ของจีดีพีภายในเดือน ก.ค.2560 ซึ่งภารกิจนี้จะทำควบคู่กับการสร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่ (สตาร์ทอัพ) โดยสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำธุรกิจให้เกิดขึ้นในประเทศไทย
ในมุมมองของสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานทีดีอาร์ไอ เห็นว่า นวัตกรรมไม่ได้เกิดขึ้นมาจากอากาศ แต่นวัตกรรมของสินค้า มักจะมาจากการที่ผู้ผลิตสินค้าหรือผู้ขายมีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าและเข้าใจถึงปัญห าหรือต้องการที่จะตอบสนองความต้องการของลูกค้าแล้วพัฒนาสิ่งที่ดีขึ้นจนกลายเป็นนวัตกรรมใหม่
กรณีของประเทศไทยที่เก่งการผลิตอุตสาหกรรมในระดับหนึ่งแล้ว จะต้องมุ่งไปสู่การเป็น“ชาติการค้า”หรือ “Trading Nation”โดยหากสามารถที่จะยกระดับการผลิตจากการรับจ้างผลิตไปสู่การมีแบรนด์ของตนเอง ก็จะเพิ่มกำไรขั้นต้นได้ถึง35%และหากมีแบรนด์และช่องทางการผลิตของตนเองกำไรขั้นต้นจะกระโดดจาก 10 – 15% ในปัจจุบันไปอยู่ที่ระดับ 50% ได้ไม่ยาก
การจะผลักดันยุทธศาสตร์ชาติการค้าให้สำเร็จจำเป็นต้องเปลี่ยนวิธีคิด (mindset)ใหม่ทั้งองคาพยพ มองความต้องการของตลาดและลูกค้าเป็นตัวตั้ง เปลี่ยนจากการรับจ้างผลิตใช้นวัตกรรมเป็นตัวสนับสนุนให้สามารถเจาะตลาดเฉพาะ เพิ่มมูลค่าสินค้า สามารถวิเคราะห์ความต้องการของลูกค้าแต่ละกลุ่มแล้วตอบสนองความต้องการได้ ที่สำคัญต้องเปลี่ยนมุมมองการผลิตจากการผลิตตามห่วงโซ่การผลิต (Supply Chain) สู่ห่วงโซ่คุณค่า (Value chain) สามารถทำการตลาดเชิงรุกในสินค้าที่ตนเองมีความถนัดในการผลิต
..ข้อเสนอในการส่งเสริมให้ไทยเป็น “ชาติการผลิตที่เก่งการค้า” จะสามารถฝ่าทางตันและแก้ปัญหาการส่งออกได้ในระยะยาว ส่วนจะสำเร็จหรือไม่อยู่ที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะสามารถตีโจทย์ให้แตกและขับเคลื่อนยุทธศาสตร์นี้ ได้อย่างจริงจังมากน้อยเพียงใด






