เหตุการก่อร้ายที่กรุงจาการ์ต้า อินโดนีเซีย
เมื่อวันที่14มกราคมปีนี้เป็น “สัญญาณเตือนภัย” สำหรับอาเซียนทั้งหมด รวมถึงประเทศไทย ว่าการรุกคืบของกลุ่ม“รัฐอิสลาม” หรือ IS เข้ามาสู่ย่านนี้มิใช่เรื่องห่างไกลจากความเป็นจริงอีกต่อไป
ฝรั่งเรียกมันว่า“Wake-up Call” หรือ “เสียงปลุกให้ตื่น”
นักวิเคราะห์เรื่องนี้จากหลายสำนักเห็นตรงกันว่ากลุ่มISต้องการจะสร้าง “จังหวัดบริวาร” (satellite province) ในเอเซียอาคเนย์ และการแข่งขันในซีเรียระหว่างกลุ่ม IS กับ al-Nusra Front ซึ่งเป็นแนวร่วมที่ขยายผลจากอัล ไกด้าเดิมนั้นกำลังจะขยายตัวมาในภูมิภาคนี้
อดีตทูตสิงคโปร์ประจำอินโดนีเซีย แบร์รี่ เดสเกอร์ เขียนวิเคราะห์ไว้ว่า แม้ผู้เลื่อมใสในหลักการการใช้ความรุนแรงของ IS มีจำนวนน้อย แต่คนกลุ่มนี้ก็มีความพร้อมที่จะก่อเหตุร้ายที่รุนแรง สร้างความเสียหายให้กับชีวิตและทรัพย์สิน จึงทำให้รัฐบาลในอาเซียนต้องจับตาเฝ้ามอง กลุ่มคนที่ถูกโฆษณาชวนเชื่อเหล่านี้ล้างสมองผู้คนผ่าน social media อย่างระมัดระวังยิ่ง
เขายอมรับว่ามีคนสิงคโปร์จำนวนหนึ่งได้เดินทางไปซีเรียและอิรัก เพื่อสมัครเป็นสหายร่วมรบกับ IS และบางคนถูกส่งกลับมาเพื่อปฏิบัติการตามคำสั่งของหัวหน้าหน่วยของตน
ทูตเดสเกอร์บอกว่าแม้คนมุสลิมเป็นชนส่วนน้อยของสิงคโปร์ แต่ IS ก็มองเกาะแห่งนี้เป็นหัวใจของหมู่เกาะแถบนี้
กลุ่มหัวรุนแรง Jemaah Islamiyah (JI) ซึ่งมีส่วนโยงใยกับอัล ไกด้าเคยสร้างเครือข่ายโดยมีจุดประสงค์เพื่อสถาปนา “รัฐอิสลาม” ด้วยการเชื่อมมาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ทางใต้และประเทศไทยตอนใต้เข้าด้วยกันในแผนการนี้
การรุกคืบของ IS จากซีเรียและอิรักครั้งใหม่ ยิ่งทำให้การคุกคามของแผน JI เดิมสร้างความน่าวิตกกังวล ให้กับประเทศในแถบนี้มากขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย
ดังนั้นความร่วมมือระหว่างประเทศในอาเซียน และระหว่างอาเซียนกับประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคต่าง ๆ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันการก่อการร้ายในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องเกิดจากการเดินแผนลับและอำพรางในทุกรูปแบบ
มาเลเซียเพิ่งประกาศว่าจับผู้ต้องสงสัยว่าเป็นกลุ่มก่อการร้าย IS ที่เตรียมการจะวางระเบิดในจุดต่าง ๆ หลังจากเหตุการณ์ที่เมืองหลวงอินโดนีเซียได้ไม่นาน
สิงคโปร์จับชาวบังคลาเทศ 27 คนส่งกลับประเทศเพราะเจอหลักฐาน ว่าอาจจะโยงใยกับการก่อการร้ายทั้งที่บังคลาเทศและในสิงคโปร์
นายกฯ ประยุทธ์ จันทร์โอชา บอกว่าข่าวที่มีผู้สงสัยว่าเป็นตัวแทนของ IS เข้ามาพบผู้สอนศาสนาทางใต้ของไทย เพื่อบริจาคเงินให้โรงเรียนสอนเรื่องเกี่ยวกับISนั้นไม่เป็นความจริง เป็นเพียง“คนหน้าเหมือนเท่านั้น” ก็ไม่ได้แปลว่าเราจะนอนใจได้ ว่าจะไม่มีความพยายามของกลุ่มคนไม่หวังดี แทรกซึมเข้ามาเพื่อปลุกกระแสแห่งความรุนแรงได้
เพราะโลกวันนี้ทุกอย่างเชื่อมโยงกันหมด โดยเฉพาะเมื่อผู้ก่อเหตุสามารถจะติดต่อสื่อสารกัน ได้ตลอดเวลาจากทุกมุมโลกผ่านโลก social media
มาตรการรักษาความปลอดภัยในรูปแบบต่าง ๆ จึงจะกลายเป็นเรื่องความไม่สะดวกในชีวิตประจำวัน และระหว่างการเดินทางของผู้คน และแม้จะมีความเข้มงวดในการตรวจตราแล้ว ก็ยังอาจจะมีช่องโหว่ที่คาดไม่ถึง
เหตุการณ์ทำนองนี้ที่ปารีสและจาการ์ต้า ในช่วงระยะเวลาห่างกันไม่นาน เป็นสิ่งพิสูจน์ว่าเราได้ก้าวเข้าสู่ ยุคแห่งความผันผวนแปรปรวน ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจและความมั่นคงอย่างเต็มรูปแบบแล้ว






