วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ธนาคารกลางญี่ปุ่นหลังชนฝา

ธนาคารกลางญี่ปุ่น หรือบีโอเจ ประกาศใช้นโยบายดอกเบี้ยติดลบ

 ซึ่งเหนือความคาดหมายของตลาดและนักลงทุน เพื่อหวังกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก เมื่อเช้าวันศุกร์ที่ 29 ม.ค.ที่ผ่านมา จากการประชุมบอร์ดบริหารที่มีมติออกมาเฉียดฉิว 5 ต่อ 4 เสียง ให้มีการใช้อัตราดอกเบี้ย -ติดลบ 0.1% สำหรับเงินที่สถาบันการเงินหลายแห่งในประเทศนำมาฝากไว้กับบีโอเจ โดยมีความหมายว่า สถาบันการเงินหรือธนาคารพาณิชย์ที่นำเงินมาฝากไว้ที่บีโอเจ จะต้องมีการจ่ายดอกเบี้ยให้กับบีโอเจ ซึ่งการใช้อัตราดอกเบี้ยติดลบเป็นความต้องการของบีโอเจ เพื่อกดดันให้สถาบันการเงินเพิ่มการปล่อยกู้ ตลอดจนกระตุ้นการลงทุนให้สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้กลับมาเติบโตได้ โดยยังหวังที่จะลดการออมเงินของภาคประชาชน ให้หันมาใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้น ท่ามกลางความเสี่ยงด้านลบในผลกระทบอย่างหนักจากความผันผวนของตลาดหุ้น ตลาดพันธบัตร และตลาดอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา รวมถึงการดิ่งลงของราคาน้ำมันที่ส่งผลต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ตกต่ำลงทุน และเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัว

ทั้งนี้ บีโอเจประกาศเลื่อนเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อ 2% โดยยืนยันว่าการกำหนดอัตราดอกเบี้ยติดลบ จะมีผลบังคับใช้จนกว่าอัตราเงินเฟ้อจะถึงเป้าหมาย ในขณะที่ตลาดเริ่มมีสัญญาณความกังวลว่าอาจจะทำลายความเชื่อมั่น ของภาคธุรกิจและการตัดสินใจจับจ่ายของผู้บริโภคมากขึ้นไปอีก โดยอัตราเงินเฟ้อของญี่ปุ่นปัจจุบันอยู่ที่ 0.5% ส่วนการใช้จ่ายของผู้บริโภคเมื่อสิ้นเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมาลดลงถึง 4.4% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากภาคครัวเรือนญี่ปุ่นส่วนใหญ่เพิ่มการเก็บออม เพราะไม่มั่นใจในสถานการณ์การเงินของประเทศ จากภาระหนี้ต่อจีดีพีที่สูงที่สุดในโลกถึง 245% ทำภาพรวมเศรษฐกิจญี่ปุ่นยังคงตกอยู่ในภาวะเงินฝืดอย่างต่อเนื่องยาวนานถึงเกือบ 25 ปี ถึงแม้ว่า อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจจากการคาดการของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ นั้นคาดว่าจะมีแนวโน้มทรงตัวและอ่อนตัวลง ซึ่งผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ในปีนี้จะขยายตัวเพิ่มขึ้น 1% ทรงตัวจากที่คาดไว้เดิม ส่วนปี 2017 ชะลอตัวเล็กน้อย 0.1% มาอยู่ที่ 0.3% เทียบกับปี 2015 ทรงตัวที่ 0.5%

หลังจากการประกาศใช้นโยบายดอกเบี้ยติดลบ 0.1% ซึ่งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเงินญี่ปุ่น ค่าเงินเยนอ่อนค่าลงเกือบ 3 เยนต่อดอลลาร์จาก 118 เยนเป็น 121 เยนทันที ก่อนที่จะไต่ขึ้นมาทรงตัวที่ 120 เยน เนื่องจากมีการเทขายเงินเยนแล้วเอามาแลกเป็นเงินดอลลาร์ เพื่อนำเงินไปฝากกินดอกเบี้ยดอลลาร์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า เพราะนโยบายทำให้ดอลลาร์แข็งค่าของธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟดที่ขึ้นดอกเบี้ยจาก 0.25% เป็น 0.5% ไปเมื่อเดือนธ.ค.ปีที่แล้ว ส่งผลให้ดอกเบี้ยดอลลาร์สูงกว่าดอกเบี้ยยูโรและเงินเยนมากขึ้นไปอีก โดยที่ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปีดิ่งลงทันที 0.1% มาอยู่ที่ 0.09% ในขณะที่ตลาดหุ้นนิคเคอินั้นดิ่งฮวบลงถึง 1,000 จุดเหตุกังวลในเรื่องปัญหาความผันผวนของกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย หลังจากที่นายฮารุฮิโกะ คูโรดะ ประธานบืโอเจประกาศใช้อัตราดอกเบี้ยติดลบครั้งนี้ ถือเป็นการเนินนโยบายการเงินเชิงผ่อนคลายตามอย่างธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ที่กำหนดให้ดอกเบี้ยยูโรติดลบที่ 0.3% และธนาคารกลางสวิสที่กำหนดดอกเบี้ยสวิสฟรังก์ติดลบถึง 0.75%

ทำให้ความถ่างของดอกเบี้ยสหรัฐกับดอกเบี้ยยูโรอยู่ที่ 0.8% ขณะที่ความถ่างระหว่างดอกเบี้ยสหรัฐกับดอกเบี้ยสวิสฟรังก์ มีส่วนต่างกว้างถึง 1.25% และความถ่างระหว่างดอกเบี้ยสหรัฐกับดอกเบี้ยญี่ปุ่นอยู่ที่ 0.6% เท่ากับว่าทั้งเยนและยูโรมีแนวโน้มที่อ่อนค่าลง ตรงข้ามกับเงินดอลลาร์ที่จะแข็งค่าขึ้น ซึ่งจะยิ่งเพิ่มความผันผวนหนักหน่วงในตลาดการเงินโลก โดยเฉพาะกับความเสี่ยงของประเทศในตลาดเกิดใหม่ ที่ต้องเผชิญกับการไหลออกของการเคลื่อนย้ายเงินทุน เข้าสู่การถือครองเงินดอลลาร์อย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่นตลาดการเงินของจีนที่มีความเสี่ยงสูงขึ้นจากการไหลออกของเงินทุนมากกว่า 5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และเงินหยวนที่อ่อนค่าลงยวบ ดังนั้น การใช้นโยบายดอกเบี้ยที่ติดลบของบีโอเจอาจจะเรียกได้ว่าเป็นหลังชนฝาเพื่อชดเชยที่ไม่สามารถทำคิวอีเพิ่มจากเม็ดเงินคิวอีในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาออกมาสูงถึง 2.5 ล้านล้านดอลลาร์ โดยอาจจะไม่ได้ให้ช่วยภาคเศรษฐกิจที่แท้จริงของญี่ปุ่นฟื้นตัวขึ้นแล้ว ยังกลับทำให้เงินทุนในภูมิภาคปั่นป่วนมากขึ้น