ในขณะที่หลายท่านกังวลกับปัญหาเศรษฐกิจจีนและราคาน้ำมันที่ร่วงลงอย่างรวดเร็ว ในช่วง 1-2 เดือนนี้
มีแนวคิดของนวัตกรรมทางธุรกิจ ที่จริงๆ แล้วก่อตัวมาได้สักพักใหญ่ ทว่ามาตกผลึกและได้รับการเปลี่ยนชื่อใหม่ให้เห็นภาพชัดเจนมากยิ่งขึ้นว่า The Fourth Industrial Revolution หรือ การปฏิวัติอุตสาหกรรมคลื่นลูกที่สี่
ก่อนอื่นขอเท้าความถึงประวัติการปฏิวัติอุตสาหกรรมกันเสียก่อน เริ่มจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมคลื่นลูกแรก ใช้น้ำและพลังไอน้ำมาช่วยในการผลิตสินค้าและบริการ ส่วนการปฏิวัติอุตสาหกรรมคลื่นลูกที่สองใช้พลังไฟฟ้าในการผลิตแบบล็อตใหญ่ๆ ขายสินค้าให้กับประชาชนในวงกว้าง มาถึงการปฏิวัติอุตสาหกรรมคลื่นลูกที่สามนั้น ใช้ความก้าวหน้าทางอิเล็คทรอนิกส์และเทคโนโลยีสารสนเทศในการทำให้การผลิตเป็นระบบอัตโนมัติมากยิ่งขึ้น และก็มาถึงในตอนนี้ การปฏิวัติอุตสาหกรรมคลื่นลูกที่สี่ในปัจจุบัน ที่ใช้ประโยชน์จากความก้าวหน้าทางดิจิตัลแบบพลิกโฉมตั้งแต่กลางศตวรรษที่แล้ว โดยทำการผสมผสานเพื่อทลายเส้นแบ่งเขตจากโลกของกายภาพ ดิจิตัล และชีวิตประจำวันของมนุษย์ให้มีความกลมกลืนกัน
ทั้งนี้ มี 3 เหตุผลด้วยกันที่การปฏิวัติอุตสาหกรรมคลื่นลูกที่สี่ในตอนนี้ มิใช่เป็นเพียงส่วนเพิ่มเติมของคลื่นลูกที่สาม ทว่าเป็นการเปิดศักราชของการปฏิวัติอุตสาหกรรมคลื่นลูกที่สี่ นั่นคือ อัตราเร็ว ขอบข่าย และผลกระทบต่อระบบ โดยที่อัตราเร็วของความก้าวหน้าของเทคโนโลยีดังกล่าว ณ เวลานี้ เมื่อเทียบกับการปฏิวัติอุตสาหกรรมของคลื่นลูกก่อนๆ จะพบว่ามีอัตราเร็วแบบก้าวกระโดดกว่าคลื่นลูกก่อนๆ แบบไม่เห็นฝุ่น นอกจากนี้ ขอบข่ายของผลกระทบยังกินวงกว้างไปในแทบทุกวงการ ทุกอุตสาหกรรมและทุกประเทศ รวมถึงยังสร้างความเปลี่ยนแปลงไปถึงระบบการผลิต การบริหาร และการจัดการ
โดยประชากรหลายพันล้านคน ณ นาทีนี้ เชื่อมโยงถึงกันด้วยอุปกรณ์มือถือที่มีประสิทธิภาพสูงมากๆ ส่งผลให้สามารถติดต่อและเข้าถึงข้อมูลได้แบบไม่จำกัด อีกทั้งยังมีเทคโนโลยีใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็น artificial intelligence หุ่นยนต์ 3-D printing รถยนต์ไร้คนขับและ quantum computing เป็นผลพวง ดังรูป
อย่างไรก็ดี มีความเข้าใจผิดต่อแนวทางการปฏิวัติอุตสาหกรรมคลื่นลูกที่สี่อยู่ 3 ประการ ที่มักพบเห็นกันบ่อยๆ ดังนี้
หนึ่ง การที่มีขนาดเศรษฐกิจดิจิตัลที่ใหญ่ขึ้น มิได้หมายความว่าจะมีอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจที่รวดเร็วขึ้นโดยทันที เนื่องจากขนาดเศรษฐกิจที่เป็นแบบดิจิตัลมิได้ทำให้ขนาดของเศรษฐกิจโดยรวมใหญ่ขึ้นในทันที ทว่าเป็นการทำให้เกิดระดับผลิตภาพที่สูงขึ้นจากการลงทุนโครงสร้างทางพี้นฐานมากกว่า โดยมีการประมาณกันว่าหากสามารถนำความชำนาญทางดิจิตัล เทคโนโลยี และช่องว่างทางธุรกิจอื่นๆ มาผสมกันอย่างพอเหมาะพอเจาะ จะทำให้ขนาดเศรษฐกิจสหรัฐเติบโตขึ้นร้อยละ 2.1 หรือ 4.21 แสนล้านดอลลาร์ภายในปี 2020
สอง การลงทุนในเทคโนโลยดิจิตัลให้เยอะๆ เข้าไว้ก็จะประสบความสำเร็จในการปฏิวัติอุตสาหกรรมคลื่นลูกที่สี่นั้นไม่จริง ในความเป็นจริงแล้ว ธรรมชาติของแต่ละประเทศ มีความต้องการในการลงทุนโครงสร้างทางเทคโนโลยีดิจิตัลที่ไม่เท่ากัน อาทิ สหรัฐอเมริกาต้องการการลงทุนดังกล่าวเพิ่มเติมเพียงร้อยละ 10 เท่านั้น อีกร้อยละ 60 ไปลงทุนในความชำนาญทางดิจิตัลของบุคลากร จะได้รับผลดีต่อเศรษฐกิจมากที่สุด
ทีนี้ หันมาดูเศรษฐกิจของเกาหลีและญี่ปุ่น ทั้งสองประเทศมีสัดส่วนของเศรษฐกิจดิจิตัลต่อเศรษฐกิจโดยรวมไม่ถึงร้อยละ 20 เนื่องจากเป็นภาคอุตสาหกรรมเสียส่วนใหญ่ซึ่งใช้เทคโนโลยีดิจิตัลในรูปแบบตอนนี้ไม่มากนัก อย่างไรก็ดี ผลผลิตแนวดิจิตัลของญี่ปุ่นก็จัดได้ว่าเป็นอันดับแนวหน้าทั้งขนาดและคุณภาพ หันมาดูบราซิล ซึ่งถือว่าเป็นประเทศที่มีภาคดิจิตัลค่อนข้างสูงนั้น สถานการณ์กลับกันกับของสหรัฐ โดยบราซิลควรจะเพิ่มการลงทุนโครงสร้างทางเทคโนโลยีดิจิตัลให้มาก ลงทุนในความชำนาญทางดิจิตัลของบุคลากรน้อยหน่อย จะได้รับผลดีต่อเศรษฐกิจมากที่สุด จะทำให้ขนาดเศรษฐกิจสหรัฐเติบโตขึ้นถึงร้อยละ 6.6 ภายในปี 2020
สาม แม้ว่าที่ผ่านมาเราจะพบว่าบริษัทขนาดใหญ่อย่าง Facebook Amazon Netflix และ Google หรือ ที่เรียกกันว่า FANG จะเป็นเจ้าตลาดในการรุกคืบเข้าสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรมคลื่นลูกที่สี่ ด้วยการปูพรมยึดหัวหาดแพลตฟอร์มการทำธุรกิจแนวดิจิตัลอย่างเป็นล่ำเป็นสัน โดยทั้งสี่มีขนาดของมูลค่าตลาดในตลาดหลักทรัพย์กว่า 2.7 ล้านล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ดี ในช่วงต่อไป จะเป็นทีของบริษัทขนาดเล็กลงมาที่จะใช้ประโยชน์ของนวัตกรรมใหม่นี้ ไม่ว่าจะเป็นยุโรปที่มีรายอุตสาหกรรม Healthcare ยารักษาโรค และวิศวกรรมที่แข็งแกร่ง หรือฝั่งเอเชียที่มีอุตสาหกรรมรถยนต์และเกษตรกรรมที่เข้มแข็ง คาดกันว่าจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมลูกนี้ในส่วนของบริษัทขนาดที่เล็กลงมาจะสามารถเพิ่มขนาดเศรษฐกิจเติบโตขึ้น 2 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2020
ณ เวลานี้ บางทีเศรษฐกิจต่างๆ ทั่วโลกอาจต้องมีการลดระดับการพึ่งพานโยบายของธนาคารกลางลงมา แล้วหันมาพิจารณาการปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจมากขึ้นนับจากนี้ไปครับ






