ประเทศไทยมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่น้อยมากในช่วง 2-3 ทศวรรษที่ผ่านมา
ส่งผลให้คุณภาพและความเพียงพอของโครงสร้างพื้นฐานโดยรวมไม่สามารถตอบสนองต่อพลวัตการขยายตัวทางเศรษฐกิจและสังคม นอกจากนี้ยังทำให้ขีดความสามารถของเศรษฐกิจโดยรวมและภาคธุรกิจถดถอยลง
นักวิชาการอย่าง Juan Enriquez แห่งมหาวิทยาลัย Harvard เจ้าของหนังสือ As the future catches you พูดถึงพัฒนาการของเทคโนโลยี 3 ชนิดที่กำลังมีอิทธิพลต่อโลกในศตวรรษที่ 21
เทคโนโลยี 3 ประการที่กำลังครอบโลกอยู่นี้ ประกอบไปด้วย Digital Technology, Genomics และ Nano Technology เทคโนโลยีทั้ง 3 ตัวนี้สามารถนำมาผสมผสานกัน และส่งผลสะเทือนต่อการดำรงชีวิตมนุษย์ ฐานะและความสามารถในแข่งขันของประเทศตลอดจนภาคธุรกิจ ภาคการผลิต รวมทั้งนวัตกรรมใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
ก่อนที่ประเทศไทยจะประสบกับวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจในปี 40 นั้น สัญญาณของความอ่อนแอของความสามารถในการแข่งขันปรากฏขึ้นอย่างชัดเจน
กระแสที่เชี่ยวกรากของโลกาภิวัตน์และการเปิดเสรีการค้า การลงทุนและอุตสาหกรรมบริการทำให้ภาคธุรกิจอุตสาหกรรมไทยเผชิญกับภาวะการแข่งขันที่ไร้พรมแดน
เรื่องของเทคโนโลยีขั้นสูงนั้น เราคงไม่มีปัญญาที่จะพัฒนาให้เกิดขึ้นในเวลาอันสั้น
แต่ปัญหาเฉพาะหน้า เรื่องการบริการสาธารณูปโภคพื้นฐานที่ไม่เพียงพอ และคุณภาพต่ำ เป็นเรื่องที่ต้องแก้ไขกันอย่างเร่งด่วนเสียก่อน
ด้วยความที่ไทยไม่มีระบบขนส่งมวลชนระบบรางที่ดีพอ ทำให้เรามีต้นทุนทางด้านขนส่งและโลจิสติกส์ที่สูงกว่าหลายประเทศ
การบริการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานสำคัญทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นไฟฟ้า น้ำประปา โทรศัพท์ และการรถไฟหรือการขนส่งระบบราง ท่าเรือ มีลักษณะของ “การผูกขาดโดยธรรมชาติ” อยู่แล้ว
เพราะการบริการพื้นฐานเหล่านี้ ต้องใช้เงินทุนจำนวนมหาศาล โดยเฉพาะการลงทุนสร้างเครือข่าย ถ้าการลงทุนการสร้างเครือข่ายบริการเหล่านี้มีหลายเจ้าก็จะเกิดการลงทุนซ้ำซ้อนเกินความจำเป็น
รัฐจึงมีหน้าที่ต้องลงทุนให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น แต่ก็ไม่มีเหตุผลอันใดในทางเศรษฐศาสตร์ที่รัฐจะผูกขาดการบริการไว้เองทั้งหมด สิ่งที่รัฐควรทำ คือ การเพิ่มบทบาทของภาคเอกชนในการร่วมให้บริการ
แต่ก็ไม่ควรแปรรูปกิจการทั้งหมดให้เอกชนทำเพราะหากเกิดการผูกขาดโดยเอกชน ซึ่งไม่มีการแข่งขันย่อมทำให้ค่าบริการอาจแพงขึ้นเดือดร้อนต่อประชาชนและเอกชนผู้ใช้บริการได้
ประเด็นการเพิ่มบทบาทของเอกชนในกิจการของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ มักเป็นประเด็นที่นำมาสู่ความขัดแย้งในสังคมได้เสมอ อย่างการให้บริการในกิจการรถไฟ เป็นประเด็นหนึ่งที่นำมาสู่ความขัดแย้งใหญ่ระหว่างรัฐบาล บอร์ดการรถไฟ กับสหภาพแรงงาน รฟท ในอดีตที่ผ่านมา
หากไม่ยอมให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการปรับปรุงการให้บริการ รัฐวิสาหกิจต้องตอบคำถามให้ได้ว่า จะเอางบประมาณที่ไหนมาลงทุนบริการพื้นฐานให้เพียงพอและมีคุณภาพ โดยเฉพาะรัฐวิสาหกิจหลายแห่งมีผลการขาดทุนสะสมมายาวนาน และบางแห่งอยู่ในสภาพล้มละลายทางการเงินไปแล้ว
อย่างกรณี รฟท การบินไทย ขสมก องค์การสะพานปลา องค์การโทรศัพท์ การสื่อสารแห่งประเทศไทย อสมท องค์การคลังสินค้า อตก. การยางแห่งประเทศไทย (ยุบหน่วยงานเกี่ยวกับยางพารา 3 องค์กรมารวมกัน) ก็ต้องตอบคำถามให้ได้ว่า จะปรับปรุงการให้บริการ หาเงินที่ไหนมาจ่ายเงินเดือนในอนาคต หรือลงทุนขยายกิจการ รวมทั้งบริหารงานไม่ให้ขาดทุนได้อย่างไร
โดยเฉพาะจะทำอย่างไรให้เกิด “ประสิทธิภาพ” อันหมายถึง การให้บริการด้วยคุณภาพดีด้วยต้นทุนต่ำ ขณะเดียวกันก็ต้องทำให้เกิดความโปร่งใส และยึดหลักธรรมาภิบาลในการบริหารงานเหมือนดั่งองค์กรขนาดใหญ่ที่ได้มาตรฐานทั้งหลาย
โครงสร้างพื้นฐานของไทยมีคุณภาพในระดับค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบบางประเทศในภูมิภาค สัดส่วนของการลงทุนภาครัฐต่อจีดีพีลดลงอย่างต่อเนื่องมาร่วมสองทศวรรษ โครงสร้างพื้นฐานของไทยได้รับการจัดอันดับโดย World Economic Forum อยู่ในลำดับที่ 71 จากทั้งหมด 140 ประเทศ ขณะที่สิงคโปร์อยู่ในลำดับที่ 4 มาเลเซียอยู่ในลำดับที่ 16 โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานการขนส่งระบบรางไทยอยู่อันดับรั้งท้าย
แต่เชื่อว่าหากโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระบบรางและเครือข่ายถนน 1.9 ล้านล้านบาท สามารถเป็นไปตามเป้าหมายแผนการลงทุนระยะยาวปี 2558-2563 แล้ว ขีดความสามารถในการแข่งขันและโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของไทยน่าจะดีขึ้นอย่างชัดเจน ส่วนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศที่ผมหนักใจมากที่สุด คือ คุณภาพทรัพยากรมนุษย์และระบบการศึกษา เพราะน่าจะเป็นส่วนที่แก้ไขยากที่สุด ต้องใช้เวลาอย่างต่อเนื่องและอาศัยเจตจำนงทางการเมืองที่แน่วแน่เท่านั้นจึงจะทำให้สถานการณ์ดีขึ้น
การร่วมลงทุนในลักษณะหุ้นส่วนระหว่างภาครัฐและเอกชน (Public-Private Partnership PPP) จะทำให้โครงการขนาดใหญ่หลายโครงการเกิดขึ้นได้ ท่ามกลางข้อจำกัดฐานะทางการคลังและเพดานหนี้สาธารณะ นอกจากนี้ยังสามารถดึงเอาความสามารถและความชำนาญของภาคเอกชนมาร่วมดำเนินการ หรือเทคโนโลยี และการจัดการมาตรฐานการจัดซื้อจัดจ้าง หลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีจากต่างประเทศ ทำให้โครงการลงทุนต่างๆ ของภาครัฐมีประสิทธิภาพและโปร่งใสขึ้น
ในเบื้องต้นภาครัฐจำเป็นต้องกำหนดยุทธศาสตร์และออกแบบทิศทางการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชนให้ชัดเจนก่อน และสิ่งนี้ยังไม่ได้รับประกันว่าโครงการลงทุนขนาดใหญ่จะประสบความสำเร็จ มันเป็นเพียงพื้นฐานสำคัญว่าโครงการจะไม่เบี่ยงเบนไปจากเป้าหมายและยุทธศาสตร์ของชาติเท่านั้น ครับผม






