เป็นเพราะ “เมาแล้วขับ” เท่านั้นหรือ อุบัติเหตุทางถนนที่ว่าสูงๆ ช่วงเทศกาล
สาเหตุลึกซึ้งกว่านั้น เป็นต้นว่า ประมาทขับรถความเร็วสูง ไม่ปฏิบัติตามกฎจราจร กลุ่มวัยรุ่นขับรถก่อนอายุถึงเกณฑ์และขับเร็วโดยไม่เมา การ“ซื้อ”หรือได้ใบขับขี่ง่ายๆ รถที่ขับสภาพไม่ปลอดภัย สภาพถนนและป้ายการจราจรที่ไม่เพียงพอ พนักงานขับทำงานหนักเกินเวลาต่างๆเหล่านี้เป็นสาเหตุสำคัญเพียงไรเมื่อเทียบกับ “เมาแล้วขับ”
ปีใหม่ 2559 นี้ ที่มีการควบคุมคนเมาและยึดรถคนเมาไว้ ส่งผลให้อุบัติเหตุ “เมาแล้วขับ” ลดลงได้จริงกี่เปอร์เซ็นต์ เท่าที่ปรากฏ อุบัติเหตุและบาดเจ็บเสียชีวิตกลับสูงกว่าปี 2558
วัยรุ่นวัยทำงานที่ว่าเกิดอุบัติเหตุสูงสุดจากการขับขี่มอเตอร์ไซต์ช่วงเทศกาลโดย ส่วนใหญ่ก็เป็นคนในท้องที่นั้น ที่จริงก็สูงอยู่แล้วจากผลการวิจัยอุบัติเหตุทั่วไป ไม่เฉพาะในช่วงเทศกาล
นอกจากเรื่องอุบัติเหตุ “เมาแล้วขับ” การรณรงค์โทษสุราว่าเป็นเหตุกระทำความรุนแรงต่อสตรีก็ต้องตั้งคำถามไม่แพ้กัน
การทำร้ายผู้หญิงโดยผู้กระทำไม่เกี่ยวข้องกับการดื่มสุราเลย ไม่ได้ไร้สติสัมปชัญญะ และไม่ได้เสียสติ ในต่างประเทศมีการทำวิจัยไว้มากมาย แต่ในบ้านเราการทำวิจัยฐานกว้างแบบนี้แทบไม่มี ถึงมีก็แทบไม่มีใครได้ยิน
ที่ได้ยินกันแพร่หลาย ก็คือ การรณรงค์ว่าดื่มสุราเป็นสาเหตุกระทำความรุนแรงต่อสตรี ซึ่งเป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อน ทำให้ปัญหายิ่งหลบใน การแก้ปัญหายิ่งไม่ตรงจุดและห่างไกลความสำเร็จไปเรื่อยๆ สาเหตุแท้จริงที่ชายกระทำความรุนแรงต่อสตรีลึกซึ้งกว่าการดื่มสุรามากนัก โดยเฉพาะจากพื้นนิสัยวางตัวเป็นใหญ่เหนือหญิง ต้องการควบคุมด้วยการทำให้กลัว โดยหากดื่มสุราก่อนการทำร้าย ก็เป็นเพียงปัจจัยร่วม แล้วอ้างสุราเป็นการหนีสาเหตุแท้จริงเพื่อปกป้องตนเอง อีกทั้งเพื่อได้รับความเห็นใจและการลดหย่อนผ่อนโทษจากบุคลากรทางการแพทย์ ตำรวจ ศาล ตลอดจนสาธารณชน
ผู้ทำงานช่วยเหลือหญิงในบ้านเราพบเสมอว่า มีผู้กระทำความรุนแรงต่อหญิง เช่น ทำร้ายร่างกาย ข่มขืน ที่ผู้กระทำไม่ได้เมา ไม่ได้ไร้สติสัมปชัญญะแต่อย่างใด สามีบางคน(โดยเฉพาะในกลุ่มชายการศึกษาดีฐานะดี) ตบตีเมียอย่างฉลาดและมีสติดีมาก ตั้งใจทำชอกช้ำเฉพาะในร่มผ้าเท่านั้น ผู้ถูกกระทำไม่กล้าให้ดูก็ไม่มีใครเชื่อ
แม้การข่มขืน ทุกประเทศพบว่าการถูกข่มขืนจากคนใกล้ชิดคนรู้จักในขณะสติดีๆ มีเกิดขึ้นมากกว่าการข่มขืนเพราะเมาหลายเท่า ผู้กระทำผิดเหล่านี้มีการคิดวางแผนฉวยโอกาสอย่างมีสติครบถ้วน จะเห็นว่าลุง น้า พ่อบุญธรรม ครูอาจารย์ชาย หรือเจ้านาย ชายคนรัก ผู้กระทำผิดมีการตั้งใจรอจ้องโอกาสทีเผลอ ใช้ความไว้เนื้อเชื่อใจ ได้พาหญิงหรือเด็กหญิงไปไหนสองต่อสองอย่างมีสติดีๆ แล้วก็ทั้งปลอบทั้งขู่ บางทีลงมือลงไม้ แล้วจึงข่มขืน
อีกทั้งนิยามการทำความรุนแรงสตรีไม่ได้มีเฉพาะทางกายและทางเพศ ยังมีการคุกคามทางอารมณ์ การควบคุมด้วยปัจจัยการเงิน การขู่ให้กลัวทางจิตใจโดยไม่ได้ลงมือจริงๆ ทั้งหมดที่กล่าวมาเกิดอยู่เสมอโดยไม่เกี่ยวกับการดื่มสุรา เพียงแต่ไม่มีการรณรงค์ประเด็นเหล่านี้
การแพร่สะพัดไปทั่วอย่างที่เห็นว่าดื่มสุราเป็นสาเหตุทำร้ายสตรี ก็ด้วยการสามัคคีรณรงค์ของหลายหน่วยงาน ทั้งรัฐ หน่วยงานอิสระที่ใช้เงินภาษีเหล้าบุหรี่ของรัฐ เอ็นจีโอด้านสตรี อาจารย์มหาวิทยาลัย และนักวิชาการอิสระ จะนับสื่อมวลชนด้วยก็ได้หากว่าสื่อนั้นมี “ประโยชน์” ทับซ้อนร่วมกับเขาไปด้วย เช่น ร่วมในงานวิจัยตั้งธงแนวนี้ ร่วมในการจัดทำสื่อ
โดยเริ่มจากเมื่อมีการตั้งธงว่าจะรณรงค์เรื่องสุรา ก็มองหาองค์กรพันธมิตรว่ามีประโยชน์เกยกัน (overlap) อยู่ตรงไหนบ้างในระหว่างองค์กรกระทำความดีให้สังคม ซึ่งองค์กรสตรีย่อมอยู่ในวงศ์วานเดียวกัน
แม้ไม่มีกรรมการนั่งทับซ้อนกันอยู่ในระหว่างองค์กรให้เงินกับองค์กรสตรี แต่ในเมื่อมีประโยชน์เกยกันอยู่ การเสนอและการสนองเกิดขึ้นง่ายดาย อาจในระดับองค์กรต่อองค์กร หรือในระดับผู้ปฏิบัติงานขององค์กร คล้ายๆ “ฮั้ว”ในการประมูลโดยไม่ต้องมีการคัดกรองตรวจสอบแข่งขัน
งบงานวิจัยแบบนี้ใช้เงิน 4-5 แสน มีทั้งอาจารย์มหาวิทยาลัย นักวิชาการอิสระ และเจ้าหน้าที่องค์กรหลายระดับมาร่วมโครงการและร่วมรับเงินกันมากหน้าหลายตาในหน้าที่ต่างๆ ที่ปรึกษาโครงการวิจัยอาจเป็นอาจารย์ใหม่ๆ ในมหาวิทยาลัยมีเป็นร้อยๆ แห่ง บ้างก็ไม่ได้เรียนมาทางนี้ แต่ก็ร่วมด้วยช่วยกันเพื่อได้เงินและสร้างผลงาน”วิชาการ”กับองค์กรสตรี แถมไปเสนอเอาความดีความชอบกับทางมหาวิทยาลัยได้อีก
ในเมื่อปราศจากการคัดกรองตรวจสอบทางวิชาการที่รัดกุมตั้งแต่ต้นและไร้การตรวจสอบบัญชีใช้จ่ายระหว่างดำเนินการ ฝ่ายองค์กรผู้ให้เงินขอเพียงให้มีชื่อองค์กรสตรีติดอยู่บนหน้างานวิจัยก็เพียงพอแล้ว สำหรับเอาไปใช้รณรงค์สร้างความน่าเชื่อถือ ก็จงอย่าได้ถามถึงคุณภาพและธรรมาภิบาลของงานวิจัยแบบนี้เลย การจะล้วงลูกออกมาได้ว่าการวิจัยหละหลวมและการเบิกจ่ายถูกต้องเพียงไร ก็ด้วยการติดตามเบื้องลึกจากภายนอกร่วมกับคนในเท่านั้น
ซึ่งหมูเขาจะหาม แล้วใครเล่าจะเอาคานเข้าไปสอด
การมีผลประโยชน์ทับซ้อน และการใช้เงินผิดประเภท ไม่ว่าในหน่วยงานใด ของรัฐหรือองค์กรอิสระ ต้องมีการชำระสะสางเร่งด่วนไม่แพ้กัน คือ การชำระสะสางแนวคิดทำงานแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุด ซึ่งเป็นหน้าที่ของใครก็ไม่รู้






