คงจะเปิดศึกกันอีกยาวนาน ระหว่าง วิชัย ศรีวัฒนประภา
ประธานกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ กรณีพื้นที่ให้บริการส่งมอบสินค้าปลอดอากรหรือ “Pick-up Counter” พื้นที่ดังกล่าวอยู่ในเขตพื้นที่ร้านค้าปลอดอากร (Duty Free Zone) ภายในสนามบินนานาชาติเท่านั้น ที่สำคัญพื้นที่ส่วนนี้ส่วนใหญ่อยู่ในความครอบครองของบริษัท คิง เพาเวอร์ โดยเฉพาะพื้นที่ในสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมือง
ขณะที่อีกฟากมีตัวแทนผู้ประกอบการห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ และร้านค้าปลอดอากรจากเกาหลีใต้ บริษัท ล็อตเต้ ดิวตี้ ฟรี (ไทยแลนด์) สวมบทออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดเสรีร้านค้าปลอดอากรที่อยู่นอกสนามบิน แต่ติดปัญหาไม่มีจุดส่งมอบสินค้า หรือ Pick-up Counter
ประเด็นเหล่านี้ถูกเหมาโหลไปทำนอง “ผูกขาด” จริงๆ ระบบธุรกิจบ้านเรา มันก็มีทั้งผูกขาดและไม่ผูกขาด อะไรผูกขาด ไม่ผูกขาด คงไม่ต้องอธิบายมากนัก แต่สำหรับกรณีของคิงเพาเวอร์ อาจจะฟังแล้ว ขัดหู ดูแล้วขัดตา จริงๆ ควรดูที่จุดเริ่มต้น ก็ในเมื่อกติกาไปเขียนไว้ว่าเป็นการให้สัมปทาน มีการเปิดประมูลอย่างเปิดเผย ช่วงที่ผ่านมา โดยบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท.
ครั้งนั้นคิงเพาเวอร์ก็ชนะการประมูลไป จริงๆ ตอนนั้นถ้าให้ดี น่าจะมีผู้เข้ามาร่วมประมูลกันเยอะก็สิ้นเรื่อง ตีกันคิงเพาเวอร์ออกไปซะ
ที่สำคัญสัญญาการประมูลครั้งที่สุวรรณภูมิ ทอท.เขียนทีโออาร์ไว้ชัดเจน หากผู้เข้าร่วมประมูลเชิงพาณิชย์ที่สนามบินสุวรรณภูมิ รายใดเป็นผู้ชนะการประมูล สามารถทำ Pick-up Counter ได้แต่เพียงผู้เดียว เชื่อว่าครั้งนั้นผู้เข้าร่วมประมูลย่อมที่รู้กฎกติกาเป็นอย่างดี ไม่คิดว่าเป็นกฎกติกา “ใต้โต๊ะ” เพื่อรายใดรายหนึ่ง
แต่ตอนนี้เวลาล่วงเลยมาร่วม 8 ปี กลับมี “มือที่มองไม่เห็น” ออกมาเรียกร้องแบบ “เปิดตัว” และ“เงาดำ” อยู่ข้างหลัง กดดันที่จะให้เปลี่ยนกติกากลางคัน ถ้าอย่างนั้นเท่ากับเป็นการฉีกสัญญาที่ทำไว้กับคิงเพาเวอร์ก่อนเวลาอันควร ใช่มั๊ย แต่หากให้เป็นไปตามกฎกติกาจริงๆ น่าจะอดใจรอสัก 5 ปี คิงเพาเวอร์ก็คงจะสิ้นสุดสัญญาสัมปทาน น่าจะมีความงดงามกว่ากัน เช่นเดียวกับที่สนามบินดอนเมือง ก็มีเงื่อนไขเดียวกัน จะยังไงก็ต้องรอให้รายเดิมสิ้นสุดสัญญา ก็เท่านั้น
กระแสการกดดันที่จะให้เปลี่ยนแปลงหรือเปิดพื้นที่ส่งมอบสินค้า จริงๆ เกิดขึ้นมาเป็นระลอกๆ อยู่แล้ว อย่างน้อยก็เกิดขึ้นมา 2 รัฐบาลก็ว่าได้ มีทั้งวิ่งเต้นที่จะให้แก้กฎกติกาที่เขียนไว้ บางกลุ่มหนักกว่านี้ ถึงขั้นวิ่งเต้นที่จะขอแบ่งพื้นที่เชิงพาณิชย์ที่สุวรรณภูมิ มาบริหารแบบไม่ต้องลงแรงอะไรเสียด้วยซ้ำ แต่บังเอิญด้วยความที่เป็น “วิชัย ศรีวัฒนประภา” ไม่ง่ายนักกับการที่จะยกอะไรให้กับใครได้ง่ายๆ แบบไม่ต้องเสียเงิน ลงแรง เขาคนนี้ก็ไม่ธรรมดากับแวดวงนี้ จนได้ฉายา “เจ้าพ่อคิงเพาเวอร์”
เมื่อไม่สำเร็จกับการขอแบ่งฟรีๆ ทำให้ “ขาใหญ่” กลุ่มนี้อย่างน้อย 3-4 คน มีความเคียดแค้นในใจเรื่อยมา ฉวยโอกาสร่วมวงขย่มกับกลุ่มผู้ที่เคยสูญเสียโอกาส ไปทุกช่องทางไปทุกที่ที่มีโอกาส พยายามเรียกร้องให้เปิดพื้นที่ Pick-up Counter ตอนนี้มีพวกบ้าจี้กำลังมองว่า การที่มีดิวตี้ฟรีแล้ว ส่งผลกระทบต่อห้างสรรพสินค้าขายของไม่ได้
ฉะนั้นเวลานี้มีทางเดียวถ้ารายใหม่อยากได้พื้นที่ Pick-up Counter ก็ควรไปแนะนำให้รัฐมนตรีท่านใดก็ได้ที่มีอำนาจ กรุณาฉีกสัญญาเดิมกับคิงเพาเวอร์ไปซะ ถ้าอดใจรอไม่ได้
วิบากกรรมสำหรับ “วิชัย ศรีวัฒนประภา” การเคลื่อนไหวหรือกดดันเวลานี้ คงไม่ใช่ครั้งแรก แต่น่าประหลาดยิ่งกว่านี้ ก็เจอมาแล้ว เมื่อครั้งเข้าร่วมประมูลดิวตี้ฟรีที่สนามบินดอนเมือง เสนอราคาสูงกว่าคู่แข่งให้ผลประโยชน์ทอท.ถึงเดือนละ 60 ล้านบาท ชนะการประมูลไปแล้ว แต่อยู่ๆ มี นายทหารระดับนายพลท่านหนึ่งเรียกไปพบ บอก ให้ถอนออกไปเลย วิธีการอย่างนี้ก็เจอมาแล้ว
จึงไม่แปลกใจอะไรที่ “เจ้าพ่อคิงเพาเวอร์” จะต้องมาเจออะไรกับเรื่องอย่างนี้อีก







