วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

พ.ร.บ.หลักประกันทางธุรกิจ2558: เพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งทุน(2)

พระราชบัญญัติหลักประกันทางธุรกิจ พ.ศ.2558 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว จะมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 2

กรกฎาคม 2559 กรมพัฒนาธุรกิจทางการค้าซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบตามพระราชบัญญํติฉบับนี้ เห็นว่ากฎหมายฉบับนี้จะเป็นประโยชน์เพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการ SMEs กว่า 2.8 ล้านราย ในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน

ในโอกาสครบรอบ 83 ปีของกรมพัฒนาธุรกิจ จึงได้จัดสัมมนาเรื่อง "SMEs ได้อะไรจากกฎหมายหลักประกัน” เมื่อวันที่ 20 มกราคมที่ผ่านมา โดยมีวิทยากรคือ นายสงคราม สกุลพราหมณ์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ ให้มุมมองด้านสถาบันทางการเงิน นายเกรียงศักดิ์ สวัสดิพาณิชย์ ตัวแทน กกร.ให้มุมมองด้านผู้ประกอบการ และนายชัยณรงค์ โชไชย ผู้ตรวจราชการ กระทรวงพาณิชย์ให้มุมมองด้านภาคราชการ

สาระสำคัญจากการสัมมนาสรุปได้ดังนี้ ด้านสถาบันการเงิน ในทางปฏิบัติแต่เดิม ส่วนมากได้มีการให้กู้เงินกับผู้ประกอบการโดยใช้หลักประกันที่ไม่ใช่อสังหาริมทรัพย์ หรือสังหาริมทรัพย์จดทะเบียน เช่น เงินฝาก สิทธิการเช่าสถานประกอบการ ที่มีมูลค่าสูง เช่นในศูนย์การค้าเป็นประกันเงินกู้อยู่บ้างแล้ว แต่ก็เป็นไปแบบกล้าๆกลัวๆ เพราะการใช้หลักประกันดังกล่าวยังไม่มีกฎหมายรองรับ ผู้บริหารต้องคำนึงถึงความรับผิดชอบที่จะไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสถาบันการเงินนั้น ตลอดจนผู้ถือหุ้นด้วย เมื่อกฎหมายหลักประกันทางธุรกิจมีผลบังคับใช้แล้ว สถาบันการเงินจะปล่อยเงินกู้ให้ผู้ประกอบการโดยใช้หลักประกันทางธุรกิจเป็นประกันมากขึ้น เพราะมีบุริมสิทธิในหลักประกันตามกฎหมายที่ชัดเจนแน่นอนขึ้น

สำหรับมุมมองด้านผู้ประกอบการนั้น แหล่งเงินทุนมีความสำคัญต่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมาก แต่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีส่วนใหญ่ ไม่มีอสังหาริมทรัพย์ ที่ดิน ที่จะใช้เป็นหลักประกันในการขอกู้เงินจากสถาบันการเงิน ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เมื่อกฎหมายฉบับนี้มีผลใช้บังคับ ก็พร้อมที่จะใช้ประโยชน์จากกฎหมายฉบับนี้ในการกู้เงินจากสถาบันทางการเงิน กฎหมายฉบับนี้นอกเหนือจากการเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนแล้ว ก็ยังหวังว่าการใช้หลักประกันทางธุรกิจประกันเงินกู้ที่มีกฎหมายรองรับ ทำให้ความเสี่ยงของสถาบันการเงินลดน้อยลง ต้นทุนในการให้กู้ก็จะลดลง ดอกเบี้ยที่จะคิดจากผู้ประกอบการเอสเอ็มอีก็น่าจะลดลงด้วย

ส่วนภาคราชการคือกรมพัฒนาธุรกิจการค้าที่เป็นผู้มีหน้าที่รับจดทะเบียน ก็จะปรับปรุงพัฒนาการจดทะเบียน จะเน้นการใช้ไอที เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับสถาบันการเงินและผู้ประกอบการให้ได้รับประโยชน์จากกฎหมายอย่างเต็มที่ และมีหน้าที่ให้การฝึกอบรม ผู้บังคับหลักประกัน ที่เป็นวิชาชีพใหม่อีกแขนงหนึ่ง ที่จะมีส่วนช่วยเพิ่มตำแหน่งงานได้อีกทางหนึ่ง

โดยภาพรวม ทุกส่วนเห็นว่าพระราชบัญญัติฉบับนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจ เพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจะสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น ด้านสถาบันการเงินก็มั่นใจในการปล่อยให้กู้โดยใช้หลักประกันทางธุรกิจประกันเงินกู้เพราะมีกฎหมายรองรับ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่ต้องการเงินทุนเพื่อประกอบและขยายกิจการ พร้อมที่จะกู้โดยใช้ทรัพย์สินที่ใช้ในการประกอบธุรกิจเป็นประกันเงินกู้ และหวังว่าต้นทุนเงินกู้คือดอกเบี้ยคงลดลงบ้าง

ทางด้านภาคราชการกรมพัฒนาธุรกิจการค้าก็พร้อมที่จะอบรมให้ความรู้แก่ ผู้ขอรับใบอนุญาตเป็นผู้บังคับหลักประกันที่จะต้องมีความรู้ ความเชียวชาญและประสบการณ์ในด้านต่างฯ อย่างกว้างขวาง เช่นด้านกฎหมาย บัญชี เศรษฐศาสตร์ บริหารธุรกิจ หรือการประเมินราคาทรัพย์สิน ซึ่งจะเป็นวิชาชีพอีกด้านหนึ่งที่มีความสำคัญมากต่อไป

สำหรับสาระของพระราชบัญญัติฉบับนี้ ที่สำคัญได้สรุปเสนอไว้แล้วในตอนที่แล้วในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจฉบับ วันที่ 12 มกราคม 2559 ในตอนนี้จะสรุปประเด็นที่สำคัญเพิ่มเติมคือ

กรณีการใช้สิทธิเรียกร้องเป็นหลักประกันในการกู้เงินจากสถาบันการเงิน เมื่อมีเหตุบังคับหลักประกัน และสถาบันการเงินที่เป็นเจ้าหนี้เงินกู้ ได้มีหนังสือแจ้งเหตุบังคับหลักประกันไปยังลูกหนี้แห่งสิทธิคือลูกหนี้ของผู้นำสิทธิเรียกร้องดังกล่าวมาประกันเงินกู้แล้ว ลูกหนี้ของเจ้าของสิทธิเรียกร้องต้องหยุดการชำระหนี้นั้น และหากหนี้นั้นถึงกำหนดชำระ ก็ให้ชำระหนี้นั้นต่อสถาบันการเงินที่ให้กู้โดยตรง

หากมีกรณีพิพาทในการบังคับหลักประกัน และจะมีการใช้สิทธิทางศาลให้มีคำพิพากษาบังคับหลักประกัน ขั้นตอนกระบวนการพิจารณาคดีตามกฎหมายนี้จะรวดเร็วแตกต่างจากคดีแพ่งทั่วไป กล่าวคือศาลจะนัดพิจารณาโดยเร็ว และจะนัดพิจารณาติดต่อกันจนกว่าจะเสร็จ คำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลชั้นต้นสามารถอุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์ได้ แต่คำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ให้เป็นที่สิ้นสุด

สำหรับการบังคับหลักประกันที่เป็นกิจการนั้น แตกต่างจากการบังคับหลักประกันที่เป็นทรัพย์สินที่สถาบันการเงินที่เป็นเจ้าหนี้สามารถดำเนินการเองได้ แต่การบังคับหลักประกันที่เป็นกิจการสถาบันการเงินไม่สามารถดำเนินการเองได้ ต้องดำเนินการโดยผู้บังคับหลักประกันที่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานทะเบียน กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เมื่อมีเหตุบังคับหลักประกันให้สถาบันการเงินเจ้าหนี้มีหนังสือแจ้งผู้บังคับหลักประกัน ทราบเพื่อดำเนินการต่อไป การดำเนินการบังคับหลักประกันของผู้บังคับหลักประกันตลอดจนการจำหน่ายจ่ายโอนกิจการที่เป็นหลักประกันต้องเป็นไปตามที่บัญญัติไว้ ในหมวด 6 การบังคับหลักประกันที่เป็นกิจการ ส่วนที่ 2 กระบวนการบังคับหลักประกันที่เป็นกิจการ

 กฎหมายฉบับนี้ มีโทษทางอาญากำหนดไว้ สำหรับผู้ฝ่าฝืนข้อห้ามหรือไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติที่กำหนดไว้ด้วย