ยิ่งเข้าใกล้วันเลือกตั้งขั้นต้น วันที่ 1 กุมภาพันธ์
ที่รัฐ Iowa การเมืองเรื่องเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐก็ยิ่งมีสีสันเข้มข้น ดุเดือดรุนแรงมากยิ่งขึ้น
ตัวละครล่าสุดคือมหาเศรษฐี อดีตนายกเทศมนตรีนิวยอร์กที่ชื่อ “ไมเคิล บลูมเบิร์ก” เจ้าของอาณาจักรสื่อบลูมเบิร์กและธุรกิจใหญ่โตอื่นๆ ตัดสินใจตั้งทีมงานเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ ที่เขาจะเข้าเสนอตัวชิงชัยตำแหน่งประธานาธิบดี
ในฐานะ “ผู้สมัครอิสระ” หรือ Independent candidate
อีกนัยหนึ่งคือเป็น “มือที่สาม” ของการเมืองระดับชาติในภาวะที่คนอเมริกันกำลังสับสนงุนงง ว่าทำไมมหาเศรษฐีปากโป้งโผงผางอย่าง โดนัล ทรัมพ์ จึงได้รับความนิยมในโพลทั้งหลายมาตลอดจนถึงวันนี้?
เหตุใดนักการเมือง “ฝ่ายซ้าย” อย่างเบอร์นี่ แซนเดอร์ส สมาชิกวุฒิสภาจากรัฐเล็กๆ อย่างเวอร์มองต์ จึงทำท่าว่าจะแซงหน้าฮิลลารี คลินตันที่เป็นเสาหลักแห่งการเมืองมะกันมาตลอด?
คนใกล้ชิดบลูมเบิร์กวัย 73 บอกว่ามหาเศรษฐีแห่งนิวยอร์กคนนี้เป็น “ช่องว่าง” ของการเมืองในจังหวะที่เหลืออีกเพียง 10 เดือนก่อนการหย่อนบัตรวันเลือกตั้งใหญ่
ข่าวบอกด้วยว่าบลูมเบิร์กพร้อมจะควักเงินกระเป๋าตัวเอง 1 พันล้านดอลลาร์หรือประมาณ 36,000 ล้านบาท เพื่อใช้ในการรณรงค์หาเสียง โดยไม่หวังพึ่งเงินบริจาคของผู้สนับสนุนหรือเงินอุดหนุนจากรัฐเลย
เขาวางไว้ว่าจะตัดสินใจว่าจะกระโดดลงหรือไม่ลงสนามใหญ่ในเดือนมีนาคมนี้ หลังจากที่สั่งให้ทำโพลเมื่อเดือนธันวาคมเพื่อหยั่งความเห็นประชาชนว่า
ถ้าเขาลงสมัคร คนอเมริกันจะเลือกเขาหรือฮิลลารีหรือโดนัล?
บลูมเบิร์กเชื่อว่าคนอเมริกันเบื่อการเมืองของสองพรรคใหญ่แล้ว และต้องการหาคนที่ทำงานเป็น ไม่สังกัดพรรค ทุ่มเทให้กับคนอเมริกันโดยไม่เลือกข้าง มาเป็นผู้นำมากกว่าการฟาดฟันกันระหว่างเดโมแครตกับรีพับบลิกัน
แต่ในประวัติศาสตร์การเมืองของสหรัฐ ผู้สมัคร “อิสระ” ยังไม่เคยได้เป็นประธานาธิบดีเลยแม้แต่คนเดียว
แต่ที่ผ่านมา ผู้สมัครไม่สังกัดพรรคเคยสามารถทำให้ผลการเลือกตั้งพลิกผันได้อย่างมีนัยสำคัญมาแล้ว
เช่นเมื่อปี 1992 นักธุรกิจจากรัฐเท็กซัสชื่อ รอส เปโรท์ สมัครในนาม “อิสระ” แม้ตัวเองจะไม่ชนะ แต่ก็มีผลช่วยให้บิล คลินตันแห่งพรรคเดโมแครตชนะประธานาธิบดีจอร์จ บุชผู้พ่อในขณะนั้น
เพราะผู้สมัครอิสระทำให้เสียงแตก และมีผลกระทบต่อผู้สมัครของพรรคทั้งสองได้ไม่น้อย
มีโพลหนึ่งที่บอกว่าบลูมเบิร์กจะได้คะแนน 13% หากแข่งกับฮิลลารีและโดนัล ทรัมพ์ซึ่งได้ 36% และ 37% ตามลำดับ
คนใกล้ชิดบอกว่าอดีตนายกเทศมนตรีนิวยอร์กคนนี้ กลัวจะเห็นภาพของผู้สมัครขวาตกขอบอย่าง โดนัล ทรัมพ์ เข้าชิงชัยตำแหน่งทำเนียบขาว กับนักการเมืองเอียงซ้ายอย่างเบอร์นี่ แซนเดอร์ส
เขาต้องการเสนอตัวเป็น “ทางสายกลาง”
ต้องไม่ลืมว่าบลูมเบิร์กเคยสังกัดพรรครีพับบลิกันมาก่อน แต่ในปี 2007 เขาพลิกตัวมาเป็น “ผู้สมัครอิสระ” ระหว่างที่ดำรงตำแหน่งเป็นนายกเทศมนตรีนิวยอร์กระหว่างปี 2002 ถึง 2013
ในช่วงหลัง เขาใช้เงินส่วนตัวหลายล้านดอลลาร์ เพื่อรณรงค์ให้มีการออกกฎหมายควบคุมการถือครองอาวุธปืน และปฏิรูปกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง ตามแนวทางการเมืองของเขาซึ่งอยู่ในแวดวงการเมืองมายาวนาน
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่บลูมเบิร์กคิดเรื่องจะเสนอตัวแข่งขันตำแหน่งทำเนียบขาว เขาเคย “แหย่รังแตน” มาแล้วหลายครั้ง แต่ก็ถอยออกห่างออกจากสนามใหญ่ทุกครั้ง
ครั้งนี้สถานการณ์การเมืองและความหงุดหงิดกับ “ทางเลือกอันคับแคบ” ของผู้สมัครสองพรรคใหญ่ทำให้เขาตัดสินใจ “สู้เพื่อชาติ” ครั้งสุดท้ายในชีวิต
บลูมเบิร์กจะกระโจนลงน้ำเพิ่มสีสันในฐานะ “มือที่สาม” หรือไม่ อีกไม่นานก็ได้รู้กัน
ผมเชียร์ให้เขาลงสนาม เพราะคนอเมริกันต้องการทางเลือกมากกว่าแค่สองพรรค ที่ดูเหมือนจะหมดปัญญาหาผู้สมัครที่โดดเด่นกว่าที่เห็นอยู่ได้แล้ว
เลือกตั้งครั้งนี้ของอเมริกาเป็นการแข่งขันของ “ท่านผู้เฒ่า” จริง ๆ
เบอร์นี่ แซนเดอร์สอายุ 75
บลูมเบิร์ก 73
โดนัล ทรัมพ์ 70
ฮิลลารี คลินตัน 69
นี่มันอะไรกัน? นักการเมืองวัยเด็กกว่านี้ ไร้เสียซึ่งความน่านิยมชมชอบของประชาชนแล้วจริงหรือ?






