ปรากฎการณ์ของ Monetary Policy Divergence ระหว่างประเทศที่พัฒนาแล้วอย่าง สหรัฐอเมริกา อังกฤษ
สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น ในเวลานี้นั้น เป็นผลมาจากการปรับฐานของเศรษฐกิจโลก (Global Transformation) ในปัจจุบันที่ได้เข้าสู่ยุคที่เศรษฐกิจโลกจะมีอัตราการขยายตัวที่ต่ำกว่าในอดีต สาเหตุสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจโลกขยายตัวได้ลดลง (A new normal global growth) ก็เนื่องมาจากการหดตัวของอุปสงค์รวมโลก (world aggregate demand) ที่สืบเนื่องมาจาก ปัญหาพื้นฐานภายในของเศรษฐกิจจีนที่ส่งผลให้ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของโลกนี้ไม่อาจขยายตัวในอัตราที่สูงต่อเนื่องเหมือนในอดีตอีกต่อไป ปัญหาการตกต่ำของราคาโภคภัณฑ์ และน้ำมันในตลาดโลก ปัญหาข้อขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ระหว่างประเทศที่เกิดจากการปรับเปลี่ยนดุลอำนาจในภูมิภาคต่างๆ ของโลกในปัจจุบัน ปัญหาการก่อการร้าย ปัญหาวิกฤตผู้อพยพที่หลั่งไหลเข้าสู่ยุโรปจำนวนมาก และปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นทั้งในประเทศที่พัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลาย เป็นต้น
การที่ธนาคารกลางของสหรัฐ (Federal Reserve) ได้เห็นสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐจากภาวะการจ้างงานที่เพิ่มขึ้นภายหลังจากวิกฤตการทางการเงินตั้งแต่ปี ค.ศ. 2008 นั้น จึงมีการปรับทิศทางของอัตราดอกเบี้ยเชิงนโยบายให้เป็นขาขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป ทั้งนี้ก็เพื่อให้นโยบายการเงินของสหรัฐปรับตัวเข้าสู่ภาวะปกติต่อไป ในขณะที่ธนาคารกลางของสหภาพยุโรป (ECB) ต้องเผชิญกับสถานการณ์เศรษฐกิจที่แตกต่างกันในปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่วิกฤตปัญหาเศรษฐกิจในประเทศกรีก วิฤกตปัญหาผู้อพยพต่างชาติจำนวนมากที่ต้องการย้ายเข้ามาในยุโรป เหตุการณ์ก่อการร้ายที่ประเทศฝรั่งเศสซึ่งนำไปสู่การประกาศภาวะฉุกเฉิน และ ระดับเงินเฟ้อของสหภาพยุโรปที่ยังคงต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 2% เป็นต้น ซึ่งปัญหาต่างๆ เหล่านี้ก็จะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น หากสหภาพยุโรปต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่รุนแรงมากขึ้นไปอีก ดังนั้นในการประชุมคณะกรรมการของธนาคารกลางสหภาพยุโรป (ECB) ที่ผ่านมาซึ่งเป็นการประชุมครั้งแรกของปีนี้ จึงได้ผลสรุปว่า หากสถานการณ์ต่อจากนี้ยังไม่ดีขึ้นแล้ว ทางธนาคารกลางก็พร้อมที่จะปรับเพิ่มมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในการประชุมที่จะมีขึ้นในเดือนมีนาคมนี้ต่อไปอย่างแน่นอน
จึงเกิดคำถามว่า Monetary Policy Divergence ระหว่างประเทศที่พัฒนาแล้วเหล่านี้ จะก่อตัวกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เศรษฐกิจโลกเกิดความผันผวนมากกว่าที่ควรจะเป็นและนำไปสู่การถดถอยของเศรษฐกิจโลกต่อไปด้วยหรือไม่ ซึ่งความเสี่ยงที่ว่านี้ก็อาจสะท้อนออกมาทั้งในรูปของความผันผวนที่เพิ่มขึ้นในตลาดอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ ความอ่อนไหวของอัตราดอกเบี้ยในตลาดล่วงหน้า และความผันผวนของดัชนีราคาหุ้นในตลาดหุ้นสำคัญๆ ทั่วโลก เป็นต้น
คำตอบก็คือว่า Monetary Policy Divergence ในครั้งนี้ไม่น่าจะมีผลกระทบมากนักต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก เนื่องจากเหตุผลดังนี้คือ
ในส่วนของการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายของสหภาพยุโรป และญี่ปุ่นนั้น ปรากฎว่าที่ผ่านมาก็มักไม่ได้ผลในที่จะทำให้เศรษฐกิจของประเทศเหล่านั้นขยายตัวมากนัก ทั้งนี้อาจเกิดจากสาเหตุหลายประการด้วยกัน เช่น การที่รัฐบาลต้องดำเนินนโยบายทางการคลังที่เข้มงวดมากขึ้นซึ่งสวนทางกับนโยบายการเงินเพราะมีความจำเป็นต้องจัดเก็บภาษีให้ได้เพิ่มขึ้น ปัญหาเรื่องกฎระเบียบข้อบังคับบางประการที่ไปลดทอนผลของนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย หรือปัญหาเรื่องหนี้สินของครัวเรือนที่มีอยู่ค่อนข้างสูงแล้วในบางประเทศ ทำให้ครัวเรือนไม่สามารถเพิ่มการใช้จ่ายได้มากกว่าที่เป็นอยู่ เป็นต้น
ในส่วนของสหรัฐเองนั้น แม้ว่าจะได้เริ่มต้นปรับดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มขึ้นแล้วก็ตาม แต่ก็อาจจะมีข้อจำกัดในการที่จะปรับขึ้นได้มากหรือปรับได้อย่างรวดเร็วในครั้งต่อๆ ไป ทั้งนี้ก็เนื่องจากปัจจัยทางด้านภาวะเงินเฟ้อของโลกและของสหรัฐเองนั้นที่ยังคงจะอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าเป้าหมายเงินเฟ้อที่ตั้งไว้อย่างน้อยก็ในหนึ่งถึงสองปีข้างหน้า เหตุผลสำคัญก็คือภาวะการตกต่ำอย่างรุนแรงของราคาน้ำมันในตลาดโลก และมีแนวโน้มว่าราคาน้ำมันในตลาดโลกจะยังคงอยู่ในระดับต่ำ (เมื่อเทียบกับหลายปีที่ผ่านมา) ต่อไปทั้งในปีนี้และต้นปีหน้าเป็นอย่างน้อย ซึ่งมีนัยว่า อัตราผลตอบแทนโดยเฉลี่ยจากการลงทุนในตลาดหุ้นอย่างระมัดระวังนั้นยังน่าจะมีค่าที่สูงกว่า (และผันผวนกว่า) อัตราผลตอบแทนเฉลี่ยที่ได้จากการลงทุนในตลาดพันธบัตรสำหรับในปีนี้และปีหน้านั่นเอง
ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น Monetary Policy Divergence ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่สาเหตุสำคัญโดยตรงที่จะทำให้เศรษฐกิจโลกขยายตัวในอัตราที่ลดลงหลังจากนี้
แต่สาเหตุสำคัญที่จะทำให้เศรษฐกิจโลกขยายตัวในอัตราที่ลดลงได้ และยังเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดความผันผวนของตลาดหุ้นทั่วโลกตั้งแต่ต้นปีนี้ จะมีอยู่สองประการ คือ
ประการแรก คือความไม่แน่ใจของตลาดที่มีต่อขนาดของการหดตัวที่แท้จริงของเศรษฐกิจจีนในอนาคต และแนวทางการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของจีนว่าจะถูกต้องเหมาะสมกับปัญหาในระยะยาวของจีนเองหรือไม่อย่างไร ซึ่งความไม่แน่ใจเกี่ยวกับ “การปรับฐานของเศรษฐกิจโลกใหม่” ในแง่นี้นี่เองที่มีผลในเชิงจิตวิทยาที่ทำให้ตลาดค่อนข้างจะอ่อนไหวต่อข่าวคราวเรื่องการปรับเปลี่ยนทิศทางนโยบายที่สำคัญของเหล่าประเทศที่พัฒนาแล้วเกินกว่าผลที่จะเกิดขึ้นได้จริงจากนโยบายเหล่านั้นนั่นเอง
ประการที่สอง คือความเสี่ยงเกี่ยวกับปัญหาความขัดแย้งเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ในภูมิภาคต่างๆ ของโลก รวมทั้งปัญหาการก่อการร้ายที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ โดยที่ยังมองไม่เห็นลู่ทางการแก้ปัญหาที่ชัดเจนและได้ผลนัก
ความเสี่ยงทั้งสองประการนี้เอง ที่สร้างความกังวลและอ่อนไหวต่อตลาดและกระทบต่ออัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกทั้งในปีนี้และปีหน้า ซึ่งเห็นได้ชัดเจนจากท่าทีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ที่ได้ปรับการพยากรณ์อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในครั้งล่าสุดที่ผ่านมา






