วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ขึ้นภาษีรถยนต์(ภาษีคาร์บอน) เป็นการเพิ่มทุกข์-หลอกประชาชน

องค์การสหประชาชาติ (UN) ได้จัดประชุมเกี่ยวกับเรื่องสนธิสัญญาโลกร้อน Treaty on Global Warming or Climate Change

เมื่อเดือน พ.ย.ปีก่อน ที่กรุง ปารีส ฝรั่งเศส เป็นการหลอกลวงและบิดเบือนข้อมูลอีกครั้งหนึ่ง

18 ปีที่ผ่านมาโลกไม่ได้ร้อนขึ้น Lord Monckton แถลงในที่ประชุมสหประชาชาติ U.N. Climate Change -Doha เมื่อ ธ.ค.2555 ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์อเมริกา กว่า 31,000 คนยืนยันว่าโลกไม่ได้ร้อนขึ้นจาก CO2 ที่มาจากฝีมือมนุษย์

Climate-gate คือการเปิดเผยการหลอกลวงที่ยิ่งใหญ่ที่สุด หนังสือพิมพ์ Telegraph ของอังกฤษ ลงพิมพ์ว่าเป็นเรื่องอื้อฉาวและน่าอับอายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุควิทยาศาสตร์ ในปี 2552 มีข่าว Climate-gate เกี่ยวกับการบิดเบือนข้อมูลหรืออุปโลกน์ข้อมูลเพื่อลวงโลกและผิดจรรยาบรรณ ของนักวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัย University of East Anglia (Climate Research Unit) ของประเทศอังกฤษที่ทำงานวิจัยเกี่ยวกับภาวะอากาศที่จะทำให้โลกร้อนถูกเปิด เผยเพราะคอมพิวเตอร์ของหน่วยงานวิจัยเกี่ยวกับภาวะอากาศ

CRU ถูกล้วงข้อมูลหรือถูกแฮค และเอา e-mail ออกมาเผยแพร่ทั่วโลกพันกว่าฉบับ ซึ่งเปิดเผยว่านักวิทยาศาสตร์เหล่านั้นผิดจรรยาบรรณ โดยใช้วิธีปกปิดบิดเบือน ทำลายข้อมูล และกีดกันนักวิทยาศาสตร์ที่ไม่เห็นด้วยว่า โลกจะร้อนเพราะมนุษย์

ที่ผ่านมา UN ก็นำข้อมูลที่บิดเบือนเหล่านี้ไปใช้อ้างอิงพิสูจน์ว่ามนุษย์เป็นคนทำให้โลกร้อน และจะเกิดภัยพิบัติร้ายแรงตามมา การนำข้อมูลที่ถูกบิดเบือนคลาดเคลื่อนมายืนยันว่ามีปัญหาจึงไม่ถูกต้อง ยิ่งไปกว่านั้น ทาง UN กำลังจะหาทางแก้ปัญหาด้วยการออกกฏหมายสนธิสัญญามาบังคับผู้คนทุกประเทศทั่วโลก ให้ใช้งบประมาณจำนวนมหาศาลเพื่อลดก๊าซคาร์บอน หรือชดเชยกับการปล่อยก๊าซคาร์บอน (carbon tax for carbon emissions) ซึ่งจะเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณโดยไม่จำเป็นเพราะเราสร้างปัญหาจากข้อมูลผิดๆ และต้องเสียเงินมหาศาล

ในยุคกลางของประวัติศาสตร์มีอยู่ช่วงหนึ่งเรียกว่า Medieval Warm Period ซึ่งมีความร้อนสูงกว่าปัจจุบัน ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ก็ยอมรับว่าเป็นความจริง สมัยนั้นยังไม่มีการปฏิวัติอุตสาหกรรม ยังไม่มีโรงงานปล่อยก๊าซคาร์บอน ไม่มีรถยนต์ ไม่มีการใช้เชื้อเพลิงที่มาจากถ่านหิน แต่โลกก็มีภาวะร้อนกว่าปัจจุบัน เพราะฉะนั้นการที่โลกร้อนขึ้้นหรือเย็นลง เป็นเพราะความเปลี่ยนแปลงตามวงจรของธรรมชาติ หรือการเปลี่ยนแปลงของดวงอาทิตย์ เช่น sun spots or solar flares ไม่เกี่ยวกับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์

อะไรจะเกิดขึ้นกับประเทศไทย ถ้าเราไปลงนามเซ็นสนธิสัญญา (Treaty on Global Warming) กับ UN เรื่องโลกร้อน จากคาดการณ์ว่าสนธิสัญญาโลกร้อน ทำให้เกิดการเก็บภาษีคาร์บอน และการเสียภาษีคาร์บอนจะทำให้ค่าใช้จ่ายในการเดินทางแพงขึ้นและสิ่งของจะแพงขึ้น ค่าครองชีพสูงขึ้น คนตกงานมากขึ้น ปัจจุบันเป็นจริงแล้ว และอีกหลายๆ อย่างที่วิเคราะห์ล่วงหน้าไว้กำลังจะเกิดขึ้นตามมา คือ EU ตกลงที่จะเก็บภาษีคาร์บอนกับเครื่องบินที่บินเข้า กรณีไทยเตรียมจะขึ้นภาษีรถยนต์โดยการเก็บภาษีคาร์บอน ส่วนออสเตรเลียได้จัดเก็บภาษีคาร์บอนกับ 300 บริษัท (โรงงานอุตสาหกรรมผลิตเหล็ก เหมืองแร่ สายการบิน และอุตสาหกรรมผลิตพลังงานเชื้อเพลิง) มาตั้งแต่ปี 2012

ในการประชุมที่ Warsaw, Doha, Mexico, Copenhagen และ Kyoto ต่างก็มีวาระซ่อนเร้น การประชุมเรื่องโลกร้อนเป็นข้ออ้างที่ทำให้คนกลัวแล้วก็ลงนามในสนธิสัญญา ซึ่งเขามีเป้าหมายจะจัดตั้ง ”รัฐบาลโลก” New World Order แบบเผด็จการด้วยการเก็บภาษีคาร์บอนทั่วโลก คือภาษีโลก world tax สนธิสัญญาโลกร้อน (Treaty on Global Warming) มีอำนาจเหนือกว่ารัฐธรรมนูญของเรา

สรุป เรื่องโลกร้อนจากการกระทำของมนุษย์ จะทำให้เกิดภัยพิบัติเป็นเรื่องหลอกลวงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในศตวรรษนี้ ไม่มีหลักฐานยืนยันว่ามนุษย์ทำให้คาร์บอนหรือก๊าซ CO2 เพิ่มมากขึ้นจนสามารถเกิดภัยพิบัติ แต่มีหลักฐานจากงานวิจัยเพิ่มขึ้นมากมายโดยตลอดยืนยันว่าโลกร้อนเป็นเรื่องไม่จริงเป็นเรื่องหลอกลวง

เช่น งานวิจัยของ MIT (Dr. Richard Lindzen) นักวิจัยที่มีชื่อเสียงด้านภูมิอากาศ โดยใช้เวลา 20 ปี วัดอุณหภูมิเก็บข้อมูลสรุปได้ว่าอุณหภูมิของโลกเพิ่มขึ้นจาก ก๊าซ CO2 และก๊าซเรือนกระจกเพียง 1/6 ของตัวเลขที่สหประชาชาติเคยประกาศไว้สำหรับอีก 100 ปีข้างหน้าที่อุณหภูมิจะเพิ่มน้อยกว่า 2 องศา

------------------------

น.พ.โชติช่วง ชุตินธร

อดีตประธานชมรมผู้บริโภคแห่งสยาม