หลายคนเชื่อว่าการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้เข้มแข็งขึ้น การสร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ที่มีความคิดใหม่ๆและใช้ความรู้ใหม่ๆ มีส่วนสำคัญอย่างยิ่ง
เห็นได้ว่ามีข่าวการสนับสนุนและบ่มเพาะธุรกิจสตาร์ทอัพ หนาตาขึ้นเรื่อยๆ ในสื่อต่างๆ
ซึ่งส่วนใหญ่จะเน้นไปที่ประเด็นเรื่องของการสร้างความเข้มแข็งของธุรกิจในมิติทางเศรษฐกิจ
สตาร์ทอัพทั้งหลายต่างฝันที่จะสร้างธุรกิจของตนให้เป็นม้ายูนิคอร์นในเทพนิยาย ซึ่งเป็นการยกย่องสตาร์ทอัพที่สร้างมูลค่าธุรกิจได้ในระดับ 100 ล้านดอลลาร์
แต่ในปัจจุบัน เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า การสร้างธุรกิจที่จะมีความยั่งยืนได้นั้น มิติทางเศรษฐกิจ เป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งเท่านั้น
ในอีก 2 องค์ประกอบที่เหลือที่จะนำธุรกิจไปสู่ความยั่งยืน ได้แต่ มิติด้านสังคม และมิติด้านสิ่งแวดล้อม
ซึ่งหมายความว่า ธุรกิจที่จะประสบความสำเร็จได้อย่างยั่งยืนนั้น จะต้องเป็นธุรกิจที่สามารถสร้างการขยายตัวและผลตอบแทนในรูปของกำไรได้อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ เป็นธุรกิจที่สร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนและสังคม และเป็นธุรกิจที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรของโลก
ธุรกิจที่จะประสบความสำเร็จได้ในทั้ง 3 มิติในเวลาเดียวกันนั้น จะต้องเป็นธุรกิจที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการมีความรับผิดชอบต่อสังคม
ดังนั้น สตาร์ทอัพ ซึ่งมักจะเริ่มต้นด้วยการเป็นธุรกิจขนาดเล็ก หากนำเรื่องของความรับผิดชอบต่อสังคม หรือ CSR ฝังตัวเข้าไปกับแนวคิดและกระบวนในการบริหารจัดการธุรกิจตั้งแต่เริ่มต้น ก็จะทำให้เส้นทางการขยายตัวของธุรกิจสามารถพัฒนาไปสู่ความยั่งยืนได้อย่างมั่นคง
ในการสร้างธุรกิจที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม เจ้าของหรือผู้บริหารสูงสุดของธุรกิจ จะต้องให้ความสำคัญกับผลกระทบจากธุรกิจที่อาจมีต่อ สังคม สิ่งแวดล้อม จริยธรรมทางธุรกิจ สิทธิมนุษยชน และผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน เพื่อกำหนดกลยุทธ์ที่จะทำให้เกิดคุณค่าร่วมสูงสุดต่อธุรกิจ และนำไปสู่การการป้องกันหรือลดผลกระทบเชิงลบใดๆ ที่เกิดขึ้น
แม้ว่าจะไม่มีข้อกำหนดตายตัวว่า ธุรกิจประเภทใดจะต้องแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างไรบ้าง การเลือกกลยุทธ์การทำ CSR จะต้องไม่ทำให้เกิดภาระหรืออุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจตามปกติ แต่ควรจะทำให้ธุรกิจได้รับความยอมรับและเชื่อถือจากบุคคลทั่วไปหรือธุรกิจอื่นๆ เพิ่มมากขึ้น
ซึ่งอาจขึ้นอยู่กับทัศนคติ ความชื่นชอบส่วนตัว และการมองเห็นคุณค่าในด้านต่างๆ ของตัวเจ้าของธุรกิจเอง
ความรับผิดชอบต่อสังคม อาจเริ่มจากให้ความสำคัญกับ สภาพการทำงานและการดูแลพนักงาน ที่เป็นธรรม
เช่น การให้ความรู้ในการทำงาน การอบรมเพิ่มทักษะฝีมือ การดูแลความเป็นอยู่และสุขอนามัยในการทำงาน การให้สวัสดิการที่เพียงพอ การให้คำปรึกษาเมื่อพนักงานเกิดปัญหาทั้งในเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว ฯลฯ
พนักงาน ถือได้ว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่ใกล้ชิดกับธุรกิจมากที่สุด และบ่อยครั้งที่พนักงานจะเป็นผู้ที่มองเห็นปัญหา อุปสรรค หรือ โอกาสที่จะเกิดขึ้นต่อธุรกิจ
ดังนั้น หากเจ้าของธุรกิจหรือผู้บริหาร ดูแลใส่ใจพนักงาน ให้ความใกล้ชิด ก็จะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นไว้วางใจ และได้รับการสนับสนุนในการทำงานอย่างเต็มที่จากพนักงาน
กลุ่มลูกค้าและคู่ค้า ถือได้ว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียทางธุรกิจที่สำคัญที่ธุรกิจจะต้องแสดงความรับผิดชอบซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการไม่เอาเปรียบ การปฏิบัติตามสัญญา และการโฆษณาประชาสัมพันธ์ที่ให้ข้อมูลจริง ไม่บิดเบือน หรือเกินความเป็นจริง รวมถึงการจัดทำฉลาก คู่มือใช้งาน เพื่อให้ลูกค้าสามารถใช้ผลิตภัณฑ์หรือบริการได้อย่างถูกต้อง ไม่เกิดอันตราย
การกำหนดให้มีช่องทางการรับคำร้องเรียนของลูกค้าและมีกระบวนการแก้ไขข้อร้องเรียนอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ
สำหรับคู่ค้า ธุรกิจจะต้องแสดงความรับผิดชอบด้วยการชำระเงินตามภาระผูกพันที่ได้ตกลงกันไว้อย่างตรงเวลาโดยไม่บิดพริ้วหรือยืดเวลาโดยไม่มีเหตุอันควร
ชุมชนและสังคมภายนอก ก็เป็นกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียที่อยู่ใกล้ชิดกับธุรกิจเช่นกัน ธุรกิจอาจแสดงความรับผิดชอบต่อชุมชนใกล้เคียงได้โดยการสร้างงานให้กับสมาชิกในชุมชน การเสนอให้บุตรหลานของคนในชุมชนได้เข้ามาฝึกงานหรือเข้ารับการอบรม มีช่องทางในการสื่อสารกับชุมชนเพื่อช่วยเหลือชุมชนให้ดีขึ้นตามความต้องการของชุมชน ตลอดจนการให้โอกาสพนักงานได้มีกิจกรรมร่วมในการพัฒนาชุมชน
รวมไปถึงการซื้อวัตถุดิบหรือสิ่งของจำเป็นที่ต้องใช้จากชุมชนมากเท่าที่จะทำได้
การช่วยดูแลรักษา สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ ก็เป็นอีกวิธีที่ธุรกิจจะละเลยไม่ได้
ซึ่งธุรกิจ อาจทำได้โดยการพยายามประหยัดและอนุรักษ์การใช้พลังงาน การลดการทิ้งขยะและของเหลือใช้ การนำของเสียจากการผลิตกลับมาหมุนเวียนใช้ การไม่สร้างมลภาวะหรือช่วยลดมลภาวะไม่ให้เกิดในระดับที่จะเป็นอันตรายต่อผู้คนหรือสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นมลภาวะในรูปของ ขยะ ฝุ่น ควัน กลิ่น เสียง น้ำเสีย หรือ ก๊าซอันตราย เป็นต้น
การพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือการบริการใหม่ ควรจะต้องมีการศึกษาหรือประเมินผลกระทบที่จะเกิดต่อสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติอย่างเป็นระบบทุกครั้ง โดยพิจารณาตลอดตั้งแต่กระบวนการได้มาซึ่งวัตถุดิบ การจัดเก็บ การผลิต การขนส่ง ไปจนถึงวิธีการกำจัดดูแลผลิตภัณฑ์ที่หมดอายุการใช้งาน
ธุรกิจสมัยใหม่ อาจนำเรื่องของการนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติมาใช้เป็นจุดแข็งที่เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้เป็นอย่างดี
ในส่วนสุดท้ายที่ไม่อาจลืมได้ ได้แก่ การกำหนดให้วาระของความรับผิดชอบต่อสังคมเป็นเรื่องที่มีความสำคัญกับการทำธุรกิจ โดยการจัดทำ วิสัยทัศน์ นโยบาย หรือ ความแน่วแน่ที่ต้องการแสดงออก ให้เป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อถ่ายทอดและรักษาความสำคัญในเรื่องนี้ไว้อย่างยั่งยืน เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกันทั่วทั้งองค์กรไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารหรือพนักงาน ตลอดจนถึงบุคคลภายนอกต่างๆ
โดยสำคัญที่สุดคือ เจ้าของหรือผู้บริหารสูงสุด จะต้องปฏิบัติเพื่อให้เกิดเป็นตัวอย่างที่ดีให้ผู้เกี่ยวข้องเห็นประโยชน์และพร้อมใจที่จะนำไปปฏิบัติตามด้วยความศรัทธา
จะเห็นได้ว่า การผนวกเรื่องของความรับผิดชอบต่อสังคมให้ประสานเป็นเนื้อเดียวกันกับกิจกรรมทางธุรกิจที่เป็นปกติประจำวัน จะมีส่วนสนับสนุนความแข็งแกร่งและการเติบโตของธุรกิจได้อย่างยั่งยืน
ซึ่งสตาร์ทอัพไทย ไม่ควรจะละเลยในเรื่องของการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมนี้เสียตั้งแต่เริ่มต้นสร้างกิจการ!!!






