วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ข้อคิดหลังปีใหม่

อินเทอร์เน็ตทำให้เสียเวลา แต่ก็มีประโยชน์มหาศาลหากเรารู้จักใช้มัน มี 2 ข้อเขียนที่ผมพบและเห็นว่ามีประโยชน์

จึงขอนำมาสื่อสารต่อดังต่อไปนี้

เรื่องที่หนึ่ง "ชีวิตที่ดีสร้างจากอะไร?..งานวิจัยที่นานที่สุดในโลก" ชีวิตที่ดีขึ้นคืออะไรกันแน่? และอะไรคือส่วนผสมที่ก่อให้เกิดชีวิตที่ดีได้?

 วันนี้ผมเลยขอหยิบเอาเรื่องราวที่คุณ Robert Waldinger วัย 75 ปี พูดเมื่อเดือนพ.ย.ปีที่แล้วมาแบ่งปันให้ฟัง ในบทบาทผู้อำนวยการโครงการศึกษาการพัฒนาในผู้ใหญ่แห่งมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด ในหัวข้อ “What makes a good life? Lessons from the longest study on happiness” หรือ “ชีวิตที่ดีเกิดจากอะไร? บทเรียนจากงานวิจัยเกี่ยวกับความสุขที่ยาวที่สุดในโลก”

โรเบิร์ตเริ่มต้นสปีชด้วยการเล่าถึงผลจากงานวิจัยในช่วงหลังๆ ที่เด็กหรือคนสมัยนี้กว่า 80% บอกว่าเป้าหมายในชีวิตของพวกเขาคือ “ความร่ำรวย” และอีก 50% บอกว่า “ต้องการมีชื่อเสียง” นั่นทำให้คนจำนวนมากมายต้องทำงานอย่างหนักหรือยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่ง “ความร่ำรวย” และ “ความโด่งดัง” ซึ่งถือเป็นนิยามของ “ชีวิตที่ดี” ในมุมมองของคนในยุค Millennial นั่นเพราะสื่อต่างๆ ชอบนำเสนอแต่เรื่องของคนรวย ที่ประสบความสำเร็จ จนคนส่วนใหญ่ เชื่อว่านั่นคือหนทางเดียวที่จะมีความสุข แต่คำถามก็คือนั่นคือชีวิตที่ดีจริงๆ หรือ? และ“ความร่ำรวย” “ความโด่งดัง” ใช่คำตอบจริงๆ หรือไม่?

สำหรับโรเบิร์ตแล้ว สิ่งที่น่าจะตอบคำถามข้อนี้ได้ดีที่สุด เป็นโครงการศึกษาวิจัยชีวิตของผู้ใหญ่ที่ยาวที่สุดในประวัติศาสตร์โลก โครงการนี้เริ่มต้นขึ้นในปี 1938 โดยผู้ริเริ่มโครงการวิจัยได้ติดตามศึกษาชีวิตของวัยรุ่นชาย 2 กลุ่ม กลุ่มแรกเป็นนักศึกษาชายปี 2 ของฮาวาร์ด 268 คน ซึ่งมีคุณภาพชีวิตที่ดี ได้รับการศึกษาจากสถาบันที่มีชื่อเสียง กลุ่มที่สองเป็นเด็กวัยรุ่นอายุราว 12-16 ปี ที่เติบโตขึ้นมาในตัวเมืองบอสตัน 456 คน ซึ่งเป็นกลุ่มที่เติบโตขึ้นมาในความยากลำบาก และยากจนข้นแค้นอย่างแสนสาหัส

ทุกๆ 2 ปี ทีมนักวิจัยจะขอให้ผู้ถูกวิจัย 724 คนนี้ทำแบบสอบถามเกี่ยวกับความพอใจในชีวิตของพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นความพอใจในชีวิตในชีวิตแต่งงาน ในหน้าที่การงาน หรือแม้แต่ความพอใจทางสังคม และหลายครั้งที่ทีมนักวิจัยจะขอไปสัมภาษณ์พวกเขาถึงที่ห้องรับแขกเพื่อถือโอกาสพูดคุยกับภรรยา หรือลูกๆ หลานๆ ของพวกเขาด้วย นอกจากนี้ทุกๆ 5 ปี จะมีการตรวจสอบสุขภาพของพวกเขาเหล่านี้ ทั้งรายงานทางการแพทย์ ผลการตรวจเลือด ปัสสาวะ ตรวจ X-ray หรือสแกนสมอง โดยตลอดเวลาที่ทำการติดตามพวกเขาเหล่านี้ทีมนักวิจัยได้เห็นพวกเขาเติบโตขึ้นไปประกอบอาชีพต่างๆ บ้างเป็นคนงานในโรงงาน บ้างเป็นทนาย บ้างเป็นช่างปูน บ้างเป็นหมอ และมีหนึ่งคนเป็นประธานาธิบดีของสหรัฐ

เมื่องานวิจัยชิ้นนี้เริ่มต้นแล้ว อะไรบ้างล่ะที่บรรดานักวิจัยหลายรุ่นเรียนรู้จากเรื่องราว 70 ปีของกว่า 700 ชีวิตผ่านทางเอกสาร และข้อมูลเป็นหมื่นๆ หน้า พวกเขาเรียนรู้ว่า “ความร่ำรวย” “ความโด่งดัง” หรือ "การทำงานอย่างหนักหน่วง” ไม่ใช่คำตอบของการมีชีวิตที่ดี หรือสุขภาพที่ดีแม้แต่นิดเดียว แต่เป็น “ความสัมพันธ์ที่ดี” ต่างหากที่นำมาซึ่งสิ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

โรเบิร์ตบอกต่อว่าพวกเขาได้เรียนรู้อีก 3 บทเรียนล้ำค่าที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ นั่นก็คือ 

1. คุณจำเป็นต้องมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นคู่ครอง เพื่อน ครอบครัวหรือสังคม ซึ่งความสัมพันธ์เหล่านี้แหละจะทำให้คุณมีความสุขกว่า แข็งแรงกว่าและมีอายุที่ยืนยาวกว่า ในทางกลับกันความเหงาและโดดเดี่ยวนั้นเป็นสิ่งที่อันตรายอย่างยิ่งเพราะมันจะทำให้คุณมีความสุขน้อยลง ทำให้ร่างกายคุณเริ่มแย่ลงตั้งแต่วัยกลางคน สมองเสื่อมเร็วขึ้น และมีชีวิตที่สั้นกว่า

2.หนึ่งชี้ให้เห็นว่าหากคุณอยู่ในความสัมพันธ์แบบสามี ภรรยา ที่แย่ มันจะส่งผลลบกับคุณมากกว่าการหย่าร้างที่เข้าใจกันเสียอีก 

3. การที่คุณมีความสัมพันธ์ที่อบอุ่น และมั่นคงกับใครซักคน ที่คุณสามารถไว้ใจและพึ่งพาได้

นั่นคือสิ่งที่โรเบิร์ต วาล์ดินเจอร์ และทีมงานวิจัยของฮาวาร์ดค้นพบ ซึ่งโรเบิร์ตบอกว่าจริงๆ แล้วผู้ถูกวิจัยเหล่านี้ในช่วงที่ยังเป็นวัยรุ่น หรือเริ่มเป็นผู้ใหญ่ใหม่ๆ นั้น ก็เชื่อเหมือนกับที่คนในยุคนี้เชื่อว่าเงินทองและชื่อเสียงจะทำให้พวกเขาประสบความสำเร็จและมีชีวิตที่ดี แต่ความจริงที่พบจากการศึกษากว่า 75 ปี กลับกลายเป็นว่าคนที่ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์และคนรอบข้างของพวกเขา ต่างหากคือคนที่มีชีวิตที่ดีที่สุด

โรเบิร์ตชวนคิดว่าสิ่งที่ทำให้คนเรามองข้ามความสำคัญของ “ความสัมพันธ์ที่ดี” และหันไปใส่ใจกับชื่อเสียง เงินทอง หรือหน้าที่การงานมากกว่า อาจเพราะจริงๆ แล้วการมีความสัมพันธ์ที่ดีนั้นเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมากยากและไม่รู้จบ แถมยังต้องได้รับการใส่ใจตลอดเวลาจนหลายคนเลือกจะทำงานหรือหาเงินมากกว่า แต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว การใส่ใจและทำความสัมพันธ์ให้ดีก็อาจไม่ได้ยากขนาดนั้น แค่เงยหน้าจากจอมือถือแล้วสบตาคนรอบตัวคุณมากขึ้น หาอะไรใหม่ๆ ทำร่วมกัน เพื่อให้ความสัมพันธ์ที่จืดจางกลับมามีสีสันอีกครั้ง อะไรง่ายๆ ที่ไม่ต้องเสียเงินอย่างชวนคนที่คุณรักไปเดินเล่นตอนกลางคืน หรือติดต่อหาสมาชิกในครอบครัวที่ไม่ได้คุยกันมานานแล้ว เพราะจริงๆ แล้ว ชีวิตเราก็เหมือนที่มาร์ก เทวน บอกไว้ว่ามันช่างสั้น และก็สั้นเหลือเกิน สั้นเกินกว่าที่จะเอาเวลามาโกรธ ทะเลาะ อิจฉาริษยากัน

เรื่องที่สอง 8 ข้อปฏิบัติเพื่อฝึกหาความสุข

1. ฝึกมองตัวเองให้เล็กเข้าไว้ หมายความว่าจงเป็นคนตัวเล็ก อย่าเป็นคนตัวใหญ่ จงเป็นคนธรรมดา อย่าเป็นคนสำคัญ เวลามีอะไรเกิดขึ้นกับเราอย่าไปให้ความสำคัญกับตัวเองมากไป 

2. ฝึกให้ตัวเองเป็นนักไม่สะสม หมายความว่าการสะสมอะไรสักอย่างนั้นเป็นภาระ ไม่มีอะไรที่เราสะสมแล้วไม่เป็นภาระยกเว้นความดี 

3. ฝึกให้ตนเองเป็นคนสบายๆ หมายความว่าอย่าไปบ้ากับความสมบูรณ์แบบ เพราะความสมบูรณ์แบบมันไม่มีจริง มีแต่คนโง่เท่านั้นที่มองว่า ความสมบูรณ์แบบมีจริง 

4. ฝึกให้ตัวเองเป็นคนนิ่งๆ หรือไม่ก็พูดในสิ่งที่ดีๆ หมายความว่าถ้าอะไรไม่ดีก็อย่าไปพูดมากไม่ว่าสิ่งนั้นจะถูกหรือผิด แต่ถ้ามันไม่ดี เป็นไปได้ก็ไม่ต้องพูด เพราะการพูด หรือวิจารณ์ในทางเสียหายนั้น มีแต่ทำให้จิตใจตนเองตกต่ำและขุ่นมัว

5. ฝึกให้ตัวเองรู้ธรรมชาติว่าอะไรๆ ก็ผ่านไปเสมอหมายความว่าเวลามีความสุขก็ให้รู้ว่า เดี๋ยวความสุขมันก็ผ่านไป เวลามีความทุกข์ ก็ให้รู้ว่าเดี๋ยวความทุกข์ก็ผ่านไป เวลามีสถานการณ์แย่ๆ เกิดขึ้นก็ให้รู้ทันว่าเรื่องราวเหล่านี้ มันไม่ได้อยู่กับเราจนวันตาย

6.ฝึกให้ตัวเองเข้าใจเรื่องของการนินทาหมายความว่า เราเกิดมาก็ต้องรู้ตัวว่าเราต้องถูกนินทา ดังนั้นเมื่อถูกนินทาขอให้รู้ว่า “เรามาถูกทางแล้ว” แปลว่าเรายังมีตัวตนอยู่บนโลก คนที่ชอบเต้นแร้งเต้นกากับคำนินทาก็คือคนไม่รู้เท่าทันโลก 

7. ฝึกให้ตัวเองพ้นไปจากความเป็นขี้ข้าของเงิน หมายความว่าเราต้องหัดพอใจกับสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ การที่คนเราจะเลิกเป็นขี้ข้าเงินได้ต้องเริ่มจากการรู้จักเพียงพอก่อน ชีวิตก็มีโอกาสทำอะไรที่มากกว่าการหาเงิน 

8.ฝึกให้ตัวเองเสียสละ และยอมเสียเปรียบ การที่คนๆ หนึ่งยอมเสียเปรียบผู้อื่นบ้างเป็นเรื่องจำเป็น

ใครก็ตามที่บ้าความถูกต้อง บ้าเหตุบ้าผล ไม่ยอมเสียเปรียบอะไรเลย ไม่ช้าคนๆ นั้นก็จะเป็นบ้าสติแตก กลายเป็นคนที่ถูกทุกอย่างแต่ไม่มีความสุข เพราะต้องสู้รบกับคนรอบข้างเต็มไปหมด เพื่อความถูกต้องที่ตนเองยึดมั่นถือมั่น