วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ฟองสบู่หุ้นโลกจะแตกปีวอกหรือไม่?

ประธานาธิบดีบารัค โอบามา กล่าวในที่ประชุมสภาร่วมนัดสุดท้ายในสมัยของเขาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า

สหรัฐจะเข้มแข็งขึ้นมากกว่าช่วงใดๆ และเศรษฐกิจสหรัฐแกร่งที่สุดในโลก ใครที่บอกว่าเศรษฐกิจสหรัฐกำลังตกต่ำเป็นพวกหลงในนิยายชวนเชื่อ แต่กลับปรากฏว่าทั้งดัชนีหุ้นดาวโจนส์ S&P 500 และแนสแดกดิ่งหนักถ้วนหน้า สะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนไม่ได้ใส่ใจกับคำพูดของโอบามา เพราะเป็นกังวลมากขึ้นว่าฟองสบู่ตลาดหุ้นสหรัฐจะแตกหรือไม่ในปี 2016 นี้ เนื่องจากหุ้นสหรัฐที่ฟื้นตัวมาจากแรงกระตุ้นการพิมพ์เงินของธนาคารกลางสหรัฐที่เริ่มมาตั้งแต่ปี 2009

ทาง Royal Bank of Scotland (RBS) ได้ออกรายงานพิเศษ แนะนำลูกค้าว่าให้เตรียมตัวรับมือกับหายนะปีนี้ เนื่องจากตลาดหุ้นอาจจะตกต่ำลง 20% และราคาน้ำมันเบรนท์จะร่วงไปที่ 16 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เนื่องการผลิตน้ำมันที่ล้นตลาด บวกกับภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแอ “ขายทุกอย่างยกเว้นบอนด์ที่มีคุณภาพดี ซึ่งเป็นเรื่องการได้เงินทุนคืน ไม่ใช่การทำกำไรจากเงินลงทุน เสมือนอยู่ในหอที่อัดแน่นด้วยผู้คน ขณะที่ประตูทางออกมีช่องเล็ก” โดยรายงานของ RBS สรุปว่าภาวะตลาดตอนนี้เหมือนกับช่วงผันผวนหนักก่อนหน้าจะเกิดวิกฤติปี 2008

หัวหน้าฝ่ายเครดิตของ RBS ยังเชื่อว่าจีนกำลังปรับตัวลง และจะมีผลกระทบไปทั่ว เพราะจีนมีหนี้อยู่ระดับสูงเมื่อเทียบกับจีดีพี โดยที่จีนยังคงเป็นประเทศในตลาดเกิดใหม่ แต่มีอัตราการเพิ่มหนี้ที่รวดเร็วมาก โดยที่เขาก็คาดการณ์ว่าตลาดยุโรปและวอลล์สตรีทจะตกลง 10-20% ในปีนี้ ขณะที่ตลาดลอนดอนจะตกหนักกว่านี้อีก

อีกหนึ่งมุมมองจาก Richard Fisher อดีตประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาดัลลัส ที่ยอมรับว่าเฟดปั่นหุ้นเพื่อปกป้องความร่ำรวยทางการเงินในปี 2009 ในขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐอาจจะกำลังดิ่งเหวหลังฟองสบู่การเงินแตก “สิ่งที่เฟดทำ และผมเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มนั้นคือเราปั่นให้ตลาดแรลลี่กลับคืนมาอย่างรุนแรง เริ่มมาในปี 2009” เนื่องจากผลของการทำ QE คือ เฟดเพิ่มงบดุลของตัวเองจาก 900,000 ล้านดอลลาร์ เป็น 4.5 ล้านล้านดอลลาร์ ทำให้สภาพคล่องที่เพิ่มมหาศาลบวกกับดอกเบี้ยที่ 0% เงินจึงทะลักเข้าไปในตลาดหุ้นตลาดการเงินจนเกิดเป็นฟองสบู่รอบใหม่

เฟดปั่นหุ้นเพื่อสร้างภาพลวงตาของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ โดยไม่ปล่อยให้เศรษฐกิจมีการปรับโครงสร้าง ด้วยเหตุนี้การฟื้นตัวของสหรัฐจึงเกิดจากสภาพคล่องทางการเงินที่เฟดใส่เข้าไป ส่งผลทำให้ภาวะการเป็นหนี้เพิ่มสูงอยู่ในระดับที่ไม่สามารถจ่ายคืนได้ทั้งภาครัฐ เอกชน และภาคการเงินการธนาคาร ในทางกลับกันอย่างน้อยเราได้ยินจากปากของผู้นำของจีนว่าต้องการให้กลไกตลาดทำงานเพื่อทำให้ส่วนเกินการลงทุนที่เกินตัวของเศรษฐกิจจีนลดลง โดยยอมให้มีความเสียหายซึ่งนักลงทุนต้องยอมขาดทุน ยอมตัดหนี้สูญ ขณะที่นาย Fisher บอกว่า หุ้นสหรัฐแพงเกินไป แต่พวกผู้บริหารกองทุนบอกเขาว่ากำลังเพิ่มการถือเงินสด ลดการลงทุนเสี่ยง พร้อมกับส่งสัญญาณต่อตลาดหุ้นที่อาจจะตกได้ 10-20%

ที่น่าสนใจ Fisher ยอมรับว่าเฟดเป็นอาวุธขนาดใหญ่ที่กระสุนหมดแล้ว หลังจากยิงไปเกือบ 3 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา โดยเฟดหมดกระสุนที่จะพิมพ์เงินรอบใหม่ ถ้าตลาดหุ้นสหรัฐดิ่งลงหนักรอบนี้ และถ้าเฟดจำต้องกลับมาทำ QE4 จะทำให้ความเชื่อมั่นจะหมดไป

ส่วนท่าทีนายกรัฐมนตรีจีน นายหลี่ เค่อเฉียง ประกาศว่าจะไม่อุ้มเศรษฐกิจ แต่จะค่อยๆ ปล่อยให้กลไกตลาดแก้ปัญหากำลังการผลิตส่วนเกิน เพราะจีนมีปัญหาการลงทุนที่เกินตัว มีการปล่อยสินเชื่อสูง ต่างชาติก็ถูกดึงเข้ามาลงทุนเพื่อสร้างโครงการโครงสร้างพื้นฐาน แต่เมื่อดีมานด์โลกตกจากการเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจโลกตกต่ำ ผลิตสินค้าแล้วขายของไม่ออก ทำให้โรงงานต้องลดใช้เครื่องจักรหรือกำลังการผลิตแค่ 50% อีก 50% ต้องปล่อยให้ว่างเปล่า ทำให้เงินที่ลงไปไม่คุ้มทุน เกิดอาการป่วยทางเศรษฐกิจภายใน แต่จีนจะไม่ทุ่มเงินลงไปเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะว่ายิ่งกระตุ้นยิ่งเปลืองกระสุน จึงใช้นโยบายให้กลไกตลาดจัดการกับปัญหา เลือกอุ้มเฉพาะกิจการที่ยังมีอนาคต

โดยเฉพาะนโยบายจีนปี 2016 สำหรับการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ คือ 1. จัดการกำลังการผลิตส่วนเกินช่วงขาลงให้ควบรวมกิจการ เพื่อหลีกเลี่ยงการล้มละลาย 2. ลดต้นทุนการผลิต งดเว้นภาษี เพื่อช่วยลดต้นทุนการเงิน รวมทั้งลดราคาพลังงาน 3. ลดสต๊อคคงค้างของคอนโดมิเนียมอยู่อาศัย 4. เพิ่มซับพลายผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต นวัตกรรมและพัฒนาตลาด เร่งบริหารจัดการหนี้ของรัฐบาลท้องถิ่น   เรียกได้ว่าจีนเตรียมความพร้อมสู้ศึกสงครามแล้ว โดยจีนควบคุมการไหลออกของเงินทุนเคลื่อนย้าย ดังนั้น ธุรกิจต่างชาติจะถอนเงินออกก็ไม่ใช่เป็นเรื่องง่าย อาจกลายเป็นติดกับดักจีน เพราะลงทุนทรัพย์สินในรูปโรงงานหรือกิจการกำลังเสื่อมค่า ซึ่งถ้าดำเนินกิจการต่อไม่ไหว ทางการจีนจะเข้าไปซื้อของถูกคืน เรียกได้ที่ฝรั่งลงทุนไปแล้วทั้งหมด ถือว่าลงทุนให้จีนฟรีๆ จากที่จีนไม่มีอะไร มีแต่ท้องนาเป็นที่ดินเปล่าๆ กลายเป็นประเทศที่มีโครงสร้างพื้นฐานที่ฝรั่งเอามาลงให้ โดยหวังว่าจะเอาจีนเป็นอาณานิคมทางเศรษฐกิจ

แต่จีนไม่ปล่อยให้ฝรั่งมีอำนาจต่อรองที่เหนือกว่า หรือเดินเกมและกำหนดนโยบายบริหารประเทศเพื่อจ้องฮุบผลประโยชน์ โดยไม่หลงผิดที่คิดว่า นี้คือวิถีของกลไกตลาด หรือวิถีของเศรษฐกิจโลก จะมีอยู่จริง