เหตุการณ์ก่อการร้าย ใจกลางกรุงจาการ์ตา ของอินโดนีเซียเมื่อวันที่ 14 ม.ค.
ที่ผ่านมา จากการใช้ระเบิดฆ่าตัวตายซึ่งมีผลทำให้มีคนร้ายเสียชีวิต 5 คน และเป็นพลเรือน 2 คน ในจำนวนนี้เป็นชาวตะวันตก 1 คน ขณะที่มีผู้บาดเจ็บรวม 19 คน โดยมีกลุ่มไอเอสออกมายอมรับว่าเป็นผู้ก่อเหตุการณ์ร้ายในครั้งนี้ ทำให้ต้องมองย้อนภาพที่เพิ่งผ่านไปเมื่อไม่นารนมานี้ จากเหตุการณ์ก่อการร้ายที่กรุงปารีสที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่13 พฤศจิกายนปีที่แล้ว ทำให้เกิดผลที่ตามมาโดยที่ผู้นำฝรั่งเศสตัดสินใจส่งเครื่องบินรบไปถล่มไอซิส และเลือกข้างฝ่ายพันธมิตรสหรัฐและนาโต้ในการทำสงครามในซีเรียและอิรัก ซึ่งทั้งสองประเทศเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของเหตุขัดแย้งในตะวันออกกลางขณะนี้ จึงต้องจับตาดูว่าอินโดเนเซียที่ตกเป็นเหยื่อล่าสุด จะเข้าร่วมพันธมิตรทางทหารกับชาติตะวันตกหรือไม่ เมื่อภัยของการก่อการร้ายจากกลุ่มไอเอสได้มาเยือนถึงบ้านแล้ว รวมทั้งได้มาเคาะประตูถึงเอเชียแล้วเช่นกัน เพราะประเทศเพื่อนบ้านทั้งมาเลเซียและสิงคโปร์ได้ประกาศการเฝ้าระวังภัยเป็นขั้นสูงสุด
ภาพสะท้อนจากอินโดนีเซียเป็นอีกหนึ่งในสถานการณ์ ที่อาจเชื่อมโยงกับความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศ ที่มีแนวโน้มของความรุนแรง ที่กลายเป็นปัญหาความเสี่ยงสูงทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ หรือ Geo-politics รวมทั้งส่งผลให้ภัยก่อการร้ายที่เข้ามาแทรกตัวนับวันจะเป็นความเสี่ยงที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งต่อความมั่นคง ความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สิน ยังรวมถึงการทำธุรกิจและการลงทุนอีกด้วย โดยที่ข่าวคราวความขัดแย้งและการก่อการร้ายในหลายพื้นที่ในโลกได้ปรากฏให้เห็นบ่อยมากขึ้น นับจากข้อพิพาทระหว่างซาอุดิอาระเบียกับอิหร่าน วิกฤติผู้อพยพในประเทศชาวซีเรีย ความน่าหวาดหวั่นจากการคุกคามของกลุ่มไอซีส รวมถึงความตึงเครียดระหว่างรัสเซียกับกลุ่มประเทศนาโต้กรณียูเครน ที่อาจสั่นคลอนความปลอดภัยและเสถียรภาพของเศรษฐกิจในยุโรป เหล่านี้ล้วนเป็นความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลก ที่ไม่มีใครรู้ว่าจะพัฒนาต่อไปอย่างไรในอนาคต ทำให้เป็นกลายเป็นกระแสหลักของความจำเป็นต้องเฝ้าระวัง และหาทางป้องกันผลกระทบที่จะตามมา โดยเฉพาะกับปัญหาทางด้านเศรษฐกิจและผลลบต่อภาวะธุรกิจ
อีกด้านหนึ่งของปัญหาความเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังก็คือ สถานการณ์ความถดถอยทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากความสั่นคลอนของปัจจัยเสี่ยงในตลาดการเงินโลกมีความไม่แน่นอนอยู่สูงมาก ที่มีโอกาสของการเกิดปัญหาเสถียรภาพรุนแรงในระบบการเงินโลกจากจุดเปราะบางต่างๆ โดยเห็นได้จากตลาดหุ้นทั่วโลกตั้งแต่ต้นปีนี้ที่มีการปรับตัวลดลงรุนแรง โดยเฉพาะจากความกังวลของนักลงทุนที่มีต่อสถานการณ์ของตลาดหุ้นจีน และการตัวอ่อนค่าของลงของเงินหยวน นอกจากนี้ยังมีปัญหาหนี้ในประเทศตลาดเกิดใหม่ที่ส่งผลต่อการไหลออกของเงินทุนเคลื่อนย้าย รวมทั้งการปรับลดลงมากของราคาน้ำมันและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ที่ตกต่ำสุดในรอบ 12 ปี ขณะที่แนวโน้มของปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องปีนี้ของธนาคารกลางสหรัฐ โดยปัจจัยต่างๆ ทั้งหมดนัเล้วนดปฌนจุดเปราะบางและเป็นความไม่แน่นอนที่อาจเป็นชนวนให้เกิดปัญหาเสถียรภาพที่รุนแรงในเศรษฐกิจโลกได้ ซึ่งในที่สุดก็จะวกมาเป็นปัญหาเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ
การบริหารความเสี่ยงจึงเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องหาทางรับมือ และป้องกันความเสี่ยงเหล่านี้เพื่อลดผลกระทบที่จะมีต่อธุรกิจ รวมถึงแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะเป็นอย่างไร จะขยายตัวได้ดีหรือไม่ และจะสามารถประคับประคองดูแลตัวเองจากแรงกระทบจากภายนอกได้หรือไม่ โดยเฉพาะการดูแลในให้เกิดการฟื้นตัวและเสถียรภาพในการที่จะเดินหน้าสู่การปฏิรูปเศรษฐกิจอย่างจริงจังกับการแก้ปัญหาโครงสร้างในปีนี้หรือไม่ หลังจากที่ปัญหาเฉพาะที่นักลงทุนขาดความเชื่อมั่นและหวั่นไหวต่อการดิ่งลงของตลาดหุ้นนั้น ที่เป็นผลมาจากการปรับขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐในปีนี้และปีหน้าที่อาจจะขึ้นแตะที่ระดับ 3-4% อีกครั้งหนึ่ง ประกอบกับปัญหาทางเศรษฐกิจของจีนที่มีความเสี่ยงขาลงที่ชัดเจนขึ้นจากการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจและการกำหนดทิศทางการค่าเงินหยวนที่จะสะท้อนให้มองเห็นกำลังซื้อของโลกที่อ่อนแอลงอีก อาจสรุปได้ว่า การดำเนินนโยบายของรัฐบาลและของภาคธุรกิจให้อยู่รอดได้ในอนาคตนับจากนี้ไป ต้องมองปัญหาที่ควบคู่กันไปกับการบริหารความเสี่ยง ที่จะเกิดขึ้นจากปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์ และเศรษฐกิจโลกยังแปราะบาง






