กลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ เป็นตลาดยุทธศาสตร์
ของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในปีนี้ ที่ทั้งภาครัฐและเอกชนหลายภาคส่วน มุ่งขับเคลื่อนธุรกิจและการดำเนินงานเจาะตลาดดังกล่าว ที่เชื่อว่าจะเป็นหนึ่งในฟันเฟืองกระตุ้นเศรษฐกิจ และเพิ่มรายได้ภาคการท่องเที่ยว แบบก้าวกระโดดจากศักยภาพในการจับจ่าย ของกลุ่มนักเดินทางระดับบนเหล่านี้ แม้ปริมาณนักท่องเที่ยวคุณภาพจะมีสัดส่วนเล็กน้อย ไม่ถึง 10% ของนักท่องเที่ยวเข้าไทยปีละ 29-30 ล้านคน แน่นอนว่ายังไม่เห็นผลในระยะสั้น แต่นับเป็น “จุดเริ่มต้น” ในการสร้างฐานความมั่นคงและมั่งคั่งในระยะยาวสำหรับประเทศไทย
หากถามถึงความพร้อมรองรับตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพวันนี้ ยังไม่เต็ม 100% เช่นกัน แต่เป็นโอกาสดีเมื่อนโยบายขับเคลื่อนเป็นรูปธรรม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีหน้าที่ใช้ห้วงเวลาจากนี้สำรวจความพร้อมรอบด้านอย่างจริงจัง ทั้งสินค้าและบริการ จุดแข็ง จุดอ่อน อุปสรรค ข้อจำกัด ปัญหา หรือ องค์ประกอบที่จำเป็นต้องมี เพื่อเติมเต็ม สนับสนุน บูรณาการ เดินหน้าสู่เป้าหมายเดียวกัน
ในเชิงโครงสร้างพื้นฐานตั้งแต่แหล่งท่องเที่ยว โรงแรม ที่พัก ระดับ 5 ดาว 6 ดาว ภัตตาคาร สปา ชอปปิงมอลล์พรีเมี่ยม รูปแบบสินค้าและบริการทางการท่องเที่ยวที่มีความหรูหรา ในประเทศไทยมีความหลากหลายและกระจายในทั่วทุกพื้นที่ โดยเฉพาะเมืองท่องเที่ยวหลัก เชียงใหม่ พัทยา ภูเก็ต หัวหิน แต่มีปริมาณเพียงพอรองรับนักเดินทางคุณภาพหรือไม่อย่างไร
ขณะที่การเตรียมพร้อมในฐานะ “เจ้าของบ้าน” เป็นอีกหัวใจสำคัญที่ต้องวางรากฐาน “พัฒนาบุคลากรทางด้านการท่องเที่ยว” รวมทั้ง “ภาคประชาชน” ให้มีการรับรู้และมีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าบ้านที่ดี เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวที่เปรียบเสมือนแขกของบ้านเมือง การมาเยือนต้องได้รับความประทับใจกลับไป จะทำอย่างไรให้รอยยิ้มพิมพ์ใจของ “สยามเมืองยิ้ม” กลับมาเป็นอัตลักษณ์ที่โดดเด่นเป็นที่นึกถึงและจดจำเมื่อนึกถึงประเทศไทยและเป็นหนึ่งในจุดหมายที่ต้องมาเยือนสักครั้งในชีวิต
อีกแนวทางสำคัญเพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวคุณภาพที่ “พร้อมจ่าย” สำหรับสินค้าและบริการที่พึงพอใจทุกรูปแบบ ภายใต้ยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนประเทศไทยก้าวสู่ “ชอปปิงเดสทิเนชั่น” เป็นสวรรค์สำหรับนักช้อป ในสถานะหนึ่งคือนักท่องเที่ยวนั่นเอง ช่วง 3 ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมค้าปลีกและศูนย์การค้าไทยลงทุนกว่า 2 แสนล้านบาท พัฒนาห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า หลากหลายรูปแบบ รองรับสินค้าและบริการทั้งไทยแบรนด์ และอินเตอร์เนชั่นแนลแบรนด์ ที่พาเหรดเข้ามาทำตลาดในประเทศไทย เรียกว่าเกือบจะครบทุกแบรนด์ทั่วโลก แต่ยังไม่สามารถแข่งขันทางด้านราคาได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อเทียบกับคู่แข่งเพื่อนบ้านอย่างฮ่องกง สิงคโปร์ ทั้งที่ไทยพยายามตีตลาดประกาศตัวเป็น “ฮับชอปปิง” แห่งภูมิภาค
มาตรการทางภาษีต่างๆ จำเป็นต้องนำมาพิจารณาให้เหมาะสม และสอดรับการใช้จ่ายของนักเดินทางระดับบนเหล่านี้ที่ให้ความสนใจทั้ง “สินค้าท้องถิ่น” และ “แบรนด์เนม” ล้วนเป็นทางเลือกในการใช้จ่าย โดยมาตรการทางด้านภาษี อาทิ การคืนภาษีมูลค่าเพิ่มให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ณ สถานที่ขายสินค้าในทันที การใช้ภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตรา 0% สำหรับการขายสินค้าให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยมีวงเงินขั้นต่ำในการซื้อสินค้าแต่ละครั้งตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด รวมทั้งแนวทางการส่งเสริมให้มีการเพิ่มจำนวนร้านค้าปลอดอากรในเมือง เป็นต้น
มาตรการทางภาษีดังกล่าว บางประเทศในเอเชียได้นำมาใช้แล้ว เช่น ญี่ปุ่น ได้ประกาศนโยบาย Tax Free ให้นักท่องเที่ยวต่างชาติ มีการเพิ่มจำนวนร้าน Tax Free 3 เท่าเป็น 20,000 ร้านค้าภายในปี 2563 หรือประเทศจีน ได้สร้างร้านค้าปลอดอากรที่ใหญ่ที่สุดในโลกตั้งอยู่บนเกาะไหหลำ เพื่อดึงดูดนักช้อปทั้งชาวจีน และนักท่องเที่ยวต่างชาติ
ยุทธศาสตร์นักท่องเที่ยวคุณภาพของไทยมาถูกทาง ต้องวางแนวทางเพื่อเดินหน้าได้อย่างถูกต้องด้วยเช่นกัน






