ความไม่แน่นอนที่รุมเร้าภาพรวมของโลก มาตั้งแต่เข้าศักราชใหม่
ยังไม่จางคลายไปง่ายๆ กระแสวิตกเกี่ยวกับสภาพเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวลง หลังจากมีการรายงานข้อมูลต่างๆ ออกมา ฉุดให้หุ้นจีนปรับตัวลง เพราะนักลงทุนวิตกเกี่ยวกับศักยภาพของรัฐบาลกรุงปักกิ่งในการบริหารเศรษฐกิจ ท่ามกลางกระแสกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัว ของเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก ซึ่งคาดว่าปีที่แล้วน่าจะเติบโตน้อยที่สุดในรอบ 25 ปี
ปัจจุบันจีนกำลังปรับรูปแบบการเติบโต จากการพึ่งพาการส่งออกและการลงทุนในสินทรัพย์คงที่ ไปเป็นเศรษฐกิจที่เน้นการบริโภคในประเทศ แต่มีกระแสหวั่นหวาดว่าการปฏิรูปอาจดำเนินไปอย่างไม่ค่อยราบรื่นนัก แม้เจ้าหน้าที่ระดับสูงของจีนพยายามออกมาสร้างความเชื่อมั่น ทั้งในเรื่องเงินหยวนและเศรษฐกิจจีน ว่าเป็นเรื่องไม่สมเหตุผลที่จะคาดหวังว่าเงินหยวนจะอ่อนค่าลงมากเทียบกับดอลลาร์ พร้อมยืนยันว่าทุนสำรองสกุลเงินต่างประเทศของจีนยังมีปริมาณมหาศาลที่ 3.3 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งมากที่สุดในโลก
อีกประเด็นที่ต่อเนื่องจากความซบเซาของเศรษฐกิจโลก คือราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ดำดิ่งลงทำสถิติต่ำสุดแทบจะรายวัน เพราะเศรษฐกิจของหลายประเทศที่ไม่คึกคักทำให้ความต้องการใช้น้ำมันพลอยซบเซาไปด้วย แต่บรรดาประเทศผู้ผลิตน้ำมัน ไม่ได้ปรับลดกำลังการผลิตลงตามสภาพการณ์ที่ดำเนินไป แต่คงการผลิตไว้ที่ระดับเดิม แถมยังผลิตเกินเพดานอีก อันส่งผลให้ปริมาณน้ำมันในตลาดโลกล้นเกินความต้องการอยู่มาก
ปัจจัยที่ถ่วงราคาน้ำมันโลก ยังรวมถึงแนวโน้มที่อิหร่านจะกลับสู่ตลาด หลังจากได้รับการยกเลิกคว่ำบาตร ประกอบกับการแข็งค่าของเงินดอลลาร์หลังจากสหรัฐเริ่มปรับขึ้นดอกเบี้ย อันทำให้สินค้าโภคภัณฑ์ที่ซื้อขายในสกุลดอลลาร์ มีราคาแพงขึ้น ซึ่งการดำดิ่งของราคาน้ำมันนี้ทำให้บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ สแตนดาร์ดแอนด์พัวร์ ระบุว่าแนวโน้มที่ตลาดเกิดใหม่จะได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันดำดิ่ง น่าวิตกมากกว่าผลกระทบที่ตลาดเกิดใหม่จะได้รับจากการที่เศรษฐกิจจีนชะลอตัว
เหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะราคาน้ำมันที่ดำดิ่งเคยเป็นผลดีสำหรับผู้บริโภคในประเทศพัฒนาแล้ว แต่กำลังกลายเป็นข่าวร้ายสำหรับเศรษฐกิจโลก เนื่องจากมีความเสี่ยงที่ราคาน้ำมันดำดิ่งจะกระทบต่อแนวโน้มการเติบโตและภูมิรัฐศาสตร์ของประเทศตลาดเกิดใหม่ซึ่งพึ่งพาสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะน้ำมัน ขณะที่ในกรณีของจีนนั้นถูกมองว่าน่าวิตกน้อยกว่า เพราะการชะลอตัวเป็นผลจากการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจที่ดำเนินการไปตามแผนการที่วางไว้
แนวโน้มอันไม่แน่นอนในโลก ซึ่งขณะนี้ในเชิงเศรษฐกิจมี 2 ประเด็นหลักกลุ้มรุมอยู่ คือการชะลอตัวของเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 2 ของโลก กับการดำดิ่งของราคาน้ำมันผลจากปริมาณล้นเกินซึ่งมีการมองว่าอาจล้นตลาดไปจนถึงปีหน้านั้น น่าจะดำเนินไปยาวนานทีเดียวเพราะทั้ง 2 ประเด็นล้วนเป็นระยะยาว ดังนั้นในส่วนของไทยก็ต้องจับตามองและประเมินผลกระทบต่างๆ รวมถึงประคองเศรษฐกิจของประเทศให้ฝ่ากระแสความวุ่นวายจากภายนอกประเทศ ที่อาจมีผลมาถึงไทยไปให้ได้






