หุ้น กับ...“เทคโนโลยีแห่งการทำลายล้าง”

คุณผู้อ่านเคยได้ยินคำว่า “เทคโนโลยีแห่งการทำลายล้าง” ไหมครับ? ผมเชื่อว่ามีคุณผู้อ่านหลายท่านที่รู้จักคำๆ นี้
หรือที่ฝรั่งเรียกกันว่า “Disruptive Technology” ส่วนนวัตกรรมหรือสินค้าใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นจากเทคโนโลยีเหล่านี้ จะเรียกว่า “Disruptive Innovation” หรือ “นวัตกรรมแห่งการทำลายล้าง” ผู้ที่ประดิษฐ์คำทั้งสองข้างต้นนี้มีชื่อว่า เคลย์ตัน เอ็ม คริสเท็นเซน (Clayton M. Christensen) ซึ่งเป็นศาสตราจารย์สาขาบริหารธุรกิจ อยู่ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด
คริสเท็นเซน เคยกล่าวไว้ว่า การอุบัติขึ้นของนวัตกรรมแห่งการทำลายล้างนี้ มักจะเป็นสินค้าหรือบริการที่มีคุณภาพที่สูงกว่าสินค้าหรือบริการที่มีอยู่แล้วในท้องตลาด จากนั้นนวัตกรรมตัวนี้ก็จะค่อยๆ เริ่มกินส่วนแบ่งที่เพิ่มขึ้นด้วยคุณภาพที่ดีกว่า ในราคาที่สูงกว่าบ้าง หรือในราคาที่ต่ำกว่า สินค้าและบริการแบบเก่าๆ ก็มักจะไม่พยายามปรับตัว เพราะคิดว่าแค่รักษาส่วนแบ่งการตลาดที่มีอยู่ ชาตินี้..ก็อยู่ได้อย่างสบายมากแล้ว
การไม่ปรับตัวของสินค้าและบริการแบบดั้งเดิม ก็ได้นำพาสินค้าและบริการเหล่านั้นไปสู่หายนะ เพราะส่วนแบ่งการตลาดที่เคยมีอยู่ก็กลับมีการลดน้อยถอยลงทุกวัน จนถึงจุดที่..ไม่สามารถแข่งขันได้แล้ว ในที่สุดสินค้าหรือบริการเหล่านั้น ก็ต้องสูญหายตายจากโลกนี้ไป ดังตัวอย่างเช่น
โกดัก (Kodak) บริษัทยักษ์ใหญ่ที่เคยผลิตฟิล์มถ่ายรูปอันดับหนึ่งของโลก ก่อตั้งขึ้นในปี 2431 โกดักเคยภาคภูมิใจว่าหุ้นของบริษัทตนเป็นหนึ่งในหุ้นประเภท Widows & Orphans Stocks หรือหุ้นที่ถือไว้เป็นระยะเวลายาวนานและสามารถรับเงินปันผลได้โดยตลอด โดยไม่ต้องคำนึงว่าบริษัทนั้นๆ จึงประสบปัญหาจนถึงขึ้นล้มละลาย จึงเหมาะกับแม่หม้ายและเด็กกำพร้าเป็นอย่างยิ่ง แต่ทุกๆ คนก็เข้าใจผิด ในปี 2518 สตีฟ แซสสัน (Steve Stasson) วิศวกรของโกดักสามารถประดิษฐ์กล้องถ่ายรูปดิจิตอลได้เป็นรายแรกของโลก เขานำเรื่องนี้ไปเสนอต่อคณะกรรมการบริหารของบริษัท แต่กลับได้คำตอบว่า “มันเท่ห์มาก.แต่อย่าไปบอกใครนะ” จากนั้นเรื่องการผลิตกล้องดิจิตอลก็เงียบหายไป
จากนั้น หกปีต่อมาในปี 2524 โซนี่ (Sony) ยักษ์ใหญ่ด้านผลิตภัณฑ์อิเลคทรอนิกส์ของโลก ก็สามารถผลิตกล้องดิจิตอลตัวแรกของโลกที่วางออกขายในท้องตลาดได้อย่างแท้จริง แต่โกดักก็ยังไม่สนใจจะทำตลาดนี้อยู่ดี เพราะตนยังได้กำไรจากการขายฟิล์มถ่ายรูปอยู่ ดั่งคำพูดของ Larry Matteson อดีตผู้บริหารของโกดักกล่าวไว้ว่า “เราได้กำไร 70 เซ็นต์จากฟิล์มทุกม้วนที่ขาย แล้วทำไม..เราจะต้องรีบไปเอา 5 เซ็นต์จากกล้องดิจิตอลด้วยล่ะ”
Rosabeth Moss Kanterจาก Harvard Business School ได้กล่าวถึงอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้โกดักล้มเหลว ก็คือ สภาพจิตที่คิดแต่จะทำสินค้าที่สมบูรณ์แบบเท่านั้น ในขณะที่คู่แข่งฟูจิกลับผลิตสินค้าบนแนวคิดที่แทบจะตรงกันข้ามนั่นคือ “ผลิตมัน.. ขายมัน.. แล้วค่อยพัฒนามัน” ดังจะเห็นได้จากการพัฒนากล้องถ่ายรูปของฟูจิรุ่นหลังๆ จะแก้ไขจุดบกพร่องของรุ่นก่อนหน้าอยู่เป็นประจำ ในขณะที่เวลาผ่านไป โกดักแทบจะไม่ได้ออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ อะไรออกมาเลย
ในมุมมองของผม คิดว่าคุณผู้อ่านที่เป็นนักลงทุน โดยเฉพาะคนเล่นหุ้นควรให้ความสนใจกับ “เทคโนโลยีแห่งการทำลายล้าง” ที่จะคืบคลานเข้ามาอยู่ในสังคมไทยได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว ทุกวันนี้เราจะพบว่า คนไทยทุกคนจะมีเบอร์มือถืออย่างต่ำคนละหนึ่งเบอร์ และผู้คนส่วนใหญ่ทุกวันนี้ก็จะใช้สมาร์ทโฟนกัน ดังนั้นสินค้าและบริการหลากหลายชนิดก็จะหลั่งไหลผ่านสมาร์ทโฟนเหล่านี้ และจะเกิดผลกระทบอย่างรุนแรงต่อบริษัทและหุ้นบางตัว และอาจถึงขึ้นต้องล่มสลายไปเลยก็เป็นได้ อาทิเช่น
โทรศัพท์พื้นฐาน ในอดีตมีบริษัทใหญ่ๆ เข้าไปฟาดฟันเพื่อแย่งชิงการประมูลโทรศัพท์พื้นฐาน 3 ล้านเลขหมาย ในที่สุดก็มีเพียง 2 บริษัทที่ประสบความสำเร็จคว้าประมูลไปได้ แต่หลังจากนั้นก็เกิดเทคโนโลยีโทรศัพท์มือถือขึ้น และทำให้บริษัททั้งสองต้องเผชิญภาวะขาดทุนอย่างหนัก
อินเทอร์เน็ตตามสาย ซึ่งก็คือการให้บริการทางอินเทอร์เน็ตที่ผ่านสายโทรศัพท์หรือสายเคเบิล และส่งสัญญาณเข้าไปตามบ้าน ทุกวันนี้ยังมีการใช้กันอยู่อย่างอุ่นหนาฝาคั่ง แต่ในอนาคตเมื่อโทรศัพท์มือถือสามารถเชื่อมต่อความเร็วในระดับ 5G หรือมากกว่านั้น ก็จะทำให้มีความเร็วไม่น้อยหน้ากว่าอินเทอร์เน็ตตามสาย ดังนั้นความจำเป็นในการใช้งานอินเทอร์เน็ตตามสายก็จะน้อยลง
ร้านหนังสือ จากการเกิดขึ้นของเว็บไซต์ amazon.com ในปี 2537 เว็บไซต์ขายหนังสือที่ดึงส่วนแบ่งการตลาดของร้านขายหนังสือแบบดั้งเดิมไปอย่างถล่มทลาย จนร้านหนังสือขนาดใหญ่แห่งหนึ่งของโลกคือ Borders Group ต้องประสบกับภาวะขาดทุน และเข้าสู่กระบวนการล้มละลายและปิดตัวไปในที่สุดในปี 2554
ดังนั้น คุณผู้อ่านที่เป็นนักลงทุนจึงควรตระหนักอยู่เสมอว่า หุ้นที่ท่านถืออยู่จะได้รับผลดีหรือผลเสียจาก “เทคโนโลยีแห่งการทำลายล้าง” นี้ ดั่งคำพูดของแครี่ สโนว์ (Carrie Snow) ดาวตลกชาวอเมริกันที่เคยกล่าวไว้ว่า “Technology... is a queer thing. It brings you great gifts with one hand, and it stabs you in the back with the other.”แปลตามความได้ว่า “เทคโนโลยีเป็นสิ่งที่แปลกประหลาด ด้านหนึ่งมันนำมาซึ่งของขวัญที่ยิ่งใหญ่ อีกด้านหนึ่งมันก็อาจจะเสียบคุณข้างหลังก็เป็นได้”




