เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี
หัวหน้าทีมเศรษฐกิจรัฐบาล ได้เปิดประเด็นน่าสนใจเรื่อง มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวไทย ด้วยแคมเปญเที่ยวไทยแล้วได้ชิงโชคตลอดทั้งปี จะมีการแจกรางวัลเดือนละ 1 ล้านบาท รางวัลสำคัญมีทั้ง บ้าน รถยนต์ และรางวัลอื่น ๆ เพื่อกระตุ้นให้คนไทยออกมาเดินทางท่องเที่ยวในประเทศมากขึ้น มุ่งหวังผลักดันรายได้จากการท่องเที่ยวปีนี้ ให้ได้ 2.41 ล้านล้านบาท
ต่อเนื่องจากแนวคิดดังกล่าว ดร.สมคิด ได้สั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไปจัดทำรายละเอียดโครงการ ทั้งในเรื่องการจัดงาน และจัดเตรียมของรางวัล โดยให้หน่วยงานของรัฐ ไปดำเนินงานประสานงานกับภาคเอกชน เพื่อเชิญชวนให้เข้ามาสนับสนุนแคมเปญนี้ ด้วยการจัดของรางวัล เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวให้เป็นไปตามเป้า ให้เป็นที่สนใจของประชาชน หลังจากเห็นผลตอบรับที่ดี จากแคมเปญช้อปช่วยชาติ ที่ทำมาก่อนหน้านี้
ล่าสุด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ก็ได้กำหนดจัดงาน “เทศกาลเที่ยวเมืองไทย ปี 2559” (Thailand Tourism Festival : 2016) ขึ้นในระหว่าง วันที่ 13-17 มกราคม 2559 ณ สวนลุมพินี กรุงเทพมหานคร ตั้งแต่เวลา 12.00-22.00 น. เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศ โดยเน้นการเดินทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงระหว่างจังหวัดต่างๆ ซึ่งเป็นหนึ่งใน กลยุทธ์ของตลาดในประเทศ เพื่อสร้างการรับรู้ถึงความเป็นเอกลักษณ์ของพื้นที่ท้องถิ่นต่างๆ ทั่วประเทศ
“เทศกาลเที่ยวเมืองไทย ปี 2559” ของททท. เรียกได้ว่าเป็นโครงการที่สอดรับกับแผนงานใหญ่ ซึ่งรองนายกฯประกาศไว้ว่า ต้องการให้มาตรการแจกรางวัลนักท่องเที่ยวเดือนละ 1 ล้านบาท เพื่อกระตุ้นท่องเที่ยวจะเริ่มใช้ได้ในเดือนก.พ.นี้เป็นต้นไป การจัดงานเพื่อกระตุ้นตลาด จึงควรมีออกมาอย่างต่อเนื่อง และสอดรับกับนโยบายของรัฐบาล เพราะการท่องเที่ยวเป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรม ที่จะช่วยกระตุ้นให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยในประเทศ
เป็นเรื่องน่าสนใจที่รัฐบาลลุกขึ้นมาทำแคมเปญนี้ ยิ่งหากได้รับความร่วมมือสนับสนุนจากภาคเอกชน โครงการนี้ก็น่าจะส่งผลให้เกิดการใช้จ่ายในภาคท่องเที่ยวอย่างคึกคัก และเป็นรูปธรรม
แต่หลังจากประกาศโครงการแล้ว สิ่งที่ทำต่อมา คือการปฏิบัติที่ต้องรับลูกเดินหน้าทันที อย่าปล่อยให้มีปัญหาความล่าช้า ติดขัดอุปสรรคในเรื่องความร่วมมือกับเอกชน จนกระทั่งทำให้ไม่สามารถจัดงาน และสานต่อกิจกรรมตามที่ประกาศไว้ได้ หากพบปัญหาล่าช้า หรือติดขัดลักษณะนี้ อาจทำให้โครงการไม่ประสบความสำเร็จได้
อีกปัจจัยที่เชื่อว่าหากรัฐบาลทำได้ จะช่วยกระตุ้นตลาดท่องเที่ยวได้มาก นั่นคือประเด็นที่หลายคนพูดว่า “เที่ยวเมืองไทย แพงกว่าเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศใกล้ๆ” เนื่องจากค่าใช้จ่ายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นราคาตั๋วโดยสารเครื่องบิน ค่าห้องพัก และค่าบริการท่องเที่ยวในประเทศ ยังคงขายราคาแพง ซึ่งบ่อยครั้งเราจะพบว่า การซื้อแพ็คเกจเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศระยะใกล้ เช่น สิงคโปร์ ฮ่องกง เกาหลี ญี่ปุ่น การจองล่วงหน้าหลายเดือน สามารถได้แพ็คเกจราคาที่ถูกกว่าเที่ยวในเมืองไทยหลายแห่ง โดยเฉพาะตามเมืองท่องเที่ยวหลัก เช่น ภูเก็ต กระบี่ ซึ่งค่าบริการท่องเที่ยวสูงกว่าหลายประเทศ โดยเฉพาะสูงกว่าไปเที่ยวประเทศเพื่อนบ้านเหล่านี้
ราคาท่องเที่ยวในประเทศแพงเกินความเหมาะสม ก็เป็นอีกประเด็นที่ภาครัฐ ควรหารือกับเอกชน เข้ามาดูแลราคาการให้บริการท่องเที่ยว ปรับสู่ระดับราคาที่เหมาะสม ก็น่าจะเป็นอีกแนวทาง ที่ช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ ทำให้เงินหมุนเวียนอยู่ภายในประเทศได้มากขึ้น






