ภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และพาณิชยกรรม ถือเป็นกระดูกสันหลังทางเศรษฐกิจของไทยปัจจุบัน
โดยอยู่ในช่วงรอยต่อจากความเป็นประเทศเกษตรกรรมมาสู่อุตสาหกรรม ผลิตผลในทางการเกษตรได้ถูกแปรรูปเพื่อเป็นสินค้าเกษตรอุตสาหกรรมอย่างเต็มรูปแบบมากขึ้น นอกจากนี้ รัฐบาลก็พยายามส่งเสริมอุตสาหกรรมในด้านอื่นที่นอกเหนือจากภาคเกษตรอีกหลายด้าน เป็นผลให้อุตสาหกรรมการผลิตเป็นกลไกสำคัญในการสร้างรายได้หลักให้กับประเทศแทนภาคเกษตรกรรมในอดีต
ขณะเดียวกัน พาณิชยกรรมที่ก้าวหน้าส่งผลให้เกิดมูลค่าทางการค้าสูงขึ้นทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ แต่กระนั้นก็ดี ยังมีหลายกระบวนการที่ต้องการการปฏิรูปเพื่อแก้ไขการผลิตสินค้าด้านเกษตรและอุตสาหกรรมให้ไหลลื่นมากขึ้น และกำจัดส่วนที่เรียกว่าคอขวดออกไป เพื่อเพิ่มศักยภาพทางด้านการแข่งขันกับต่างประเทศ และสร้างแรงจูงใจให้มีการลงทุนจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น
จากการรวบรวมความเห็นและข้อเสนอแนะของประชาชนที่เข้าร่วมเวทีปฏิรูป บุคคลทั่วไป และจากการระดมสมองระดับกลุ่ม ของสภาปฏิรูปแห่งชาติ ทั่วประเทศในปี 2558 พบว่าประชาชนได้เสนอความเห็นทั้ง 3 ด้านรวม 6,637 ความเห็น และคณะทำงานในคณะอนุกรรมาธิการสังเคราะห์ประเด็นปฏิรูปได้จัดเป็น 17 เรื่อง ดังนี้
ด้านการเกษตร ประกอบด้วยเรื่องการพัฒนามาตรฐานสินค้าเกษตรและพัฒนาระบบตลาดเกษตรสูงเป็นอันดับหนึ่ง ตามมาด้วยเรื่องการพัฒนาโครงสร้างกระบวนการผลิตภาคเกษตร และระบบบริหารจัดการ การพัฒนาระบบเกษตรให้ยั่งยืน การปฏิรูประบบและกระบวนการด้านการเกษตร การวิจัยและพัฒนาการเกษตร การปฏิรูปโครงสร้าง องค์กร และบุคลากรด้านการเกษตร การพัฒนาการผลิตข้าวเพื่อพัฒนาข้าวไทย การขจัดปัญหาข้อตกลงทางการค้าระหว่างประเทศ
ส่วนด้านอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรม เช่น การเพิ่มศักยภาพและการยกระดับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม รวมถึงการขยายโอกาสทางเศรษฐกิจเพื่อความเป็นธรรม การพัฒนากฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจภาคเอกชน การพัฒนาสังคมของผู้ประกอบการและการสร้างความเข้มแข็งของเครือข่าย การปฏิรูปโครงสร้างองค์กร บุคลากรด้านอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรม การพัฒนาและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ การสนับสนุนและส่งเสริมการลงทุนภาคเอกชนในต่างประเทศ การสร้างความสามารถในการเข้าถึงแหล่งทุน การปฏิรูประบบและกระบวนการด้านอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรม และการพัฒนาปรับปรุงระบบสาธารณูปโภคการคมนาคมขนส่งและปัจจัยพื้นฐาน
โดยเป็นที่น่าสังเกตว่า ความเห็นส่วนใหญ่ของประชาชนที่ต้องการให้มีการปฏิรูปอยู่ในภาคเกษตรอย่างจริงจังเป็นอันดับแรกคิดเป็นร้อยละ 86.5 ของทั้งหมด ในขณะเดียวกันความเห็นของประชาชนในด้านปฏิรูปอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรม คิดเป็นร้อยละ 13.5 ซึ่งอาจเป็นได้ว่าประชาชนที่เข้าร่วมเวทีปฏิรูปและบุคคลทั่วไปเป็นคนต่างจังหวัดที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรเป็นส่วนใหญ่ ความเห็นจึงมุ่งไปในเรื่องภาคเกษตรซึ่งมีความใกล้ชิดและรู้ปัญหามากกว่าด้านอุตสาหกรรมพาณิชยกรรมที่มีความเกี่ยวข้องน้อยกว่า
ความเห็นและข้อเสนอแนะของประชาชนส่วนใหญ่ชี้ให้เห็นว่าประชาชนต้องการภาคเกษตรที่มีมาตรฐาน มีโครงสร้างการบริหารจัดการที่ทำให้เกิดประสิทธิภาพในด้านการผลิตสูงขึ้น และต้องการการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน พร้อมๆ กับการวิจัยและพัฒนา สิ่งเหล่านี้ถือเป็นความต้องการพื้นฐานที่มีความสำคัญต่อโครงสร้างภาคการเกษตรของบ้านเราอย่างมาก การปฏิรูปการเกษตรให้เป็นเกษตรแบบยั่งยืน จะทำให้ประเทศของเรามีความแข็งแรงในด้านเศรษฐกิจพื้นฐานและเศรษฐกิจครัวเรือน
โดยเฉพาะการเกษตรแบบยั่งยืนจะทำให้เรายืนอยู่ได้ในสังคมโลกที่มีความแปรปรวนสูง สินค้าทางการเกษตรเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ที่ประชาชนทั้งโลกมีความต้องการเพื่อการบริโภค ถึงแม้สินค้าเกษตรหลายรายการไม่ว่าข้าว อ้อย ยางพารา มันสำปะหลัง จะเป็นสินค้าส่งออกอันดับต้นๆ ของโลก แต่ความผันผวนก็เกิดขึ้นตลอดเวลา การที่จะลดความผันผวนเพื่อมิให้มีผลกระทบต่อประชาชน ก็คือการสร้างความแข็งแกร่งให้กับการเกษตรไทยให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น มีผลิตภาพเพิ่มขึ้น และพร้อมๆ กับชีวิตที่มีคุณภาพของพี่น้องเกษตรกรทั้งหลาย






