กลายเป็นความท้าทายของระดับผู้นำ นโยบายเศรษฐกิจและการเงินของไทย
ที่ต้องเร่งหามาตรการในการบริหารจัดการ เงินทุนเคลื่อนย้ายให้มีเสถียรภาพ เพื่อลดความเสี่ยงและปกป้องเงินทุนไหลออก จากหุ้น-บอนด์ตลอด 11 เดีอนของปี 2558 หลังจากที่รายงานของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่าล่าสุดในเดือนพ.ย.2558 ที่ผ่านมา ที่ฐานะดุลเงินทุนเคลื่อนย้ายของไทยเริ่มขาดดุล ท่ามกลางดุลบัญชีเดินสะพัดยังคงเกินดุลสูง เพราะมูลค่าการนำเข้าต่ำลง เหตุเพราะนักลงทุนไทยออกไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น ขณะที่นักลงทุนต่างชาติลดการถือครองหลักทรัพย์ไทยทั้งในตลาดหุ้นและตลาดบอนด์ เพราะคาดการณ์การขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด อาจจะเกิดขึ้นต่อเนื่องในอนาคตอันใกล้ ส่งผลให้เงินบาทต่อดอลลาร์อ่อนค่าทะลุระดับ 36.12 บาทต่อดอลลาร์อีกครั้ง ทั้งๆ ที่ดัชนีค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นเนื่องจากเงินบาทแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับยูโรและเยน
โดยดุลเงินทุนเคลื่อนย้ายของไทย เริ่มปรากฏให้เห็นเป็นจำนวนเงินทุนไหลออกสุทธิ 3,000 ล้านดอลลาร์ ทำให้ฐานะดุลการชำระเงินขาดดุล 800 ล้านดอลลาร์ โดยในช่วง 11 เดือนของปีนี้ การลงทุนในหลักทรัพย์ไทยของนักลงทุนต่างชาติ มีจำนวนลดลงมาจากการขายสุทธิ 8,515 ล้านดอลลาร์ หรือราว 306,000 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นการขายในตลาดหุ้นไทย 5,678 ล้านดอลลาร์ หรือ 204,000 ล้านบาท มากเป็น 2 เท่าในตลาดบอนด์ที่มียอดขายสุทธิ 2,837 ล้านดอลลาร์ หรือ 102,000 ล้านบาท ส่งผลให้ผลตอบแทนติดลบทั้ง 2 ตลาด โดยเฉพาะดัชนีราคาหุ้นไทยที่ลดลงถึง 14% ในรอบปีนี้ ถึงแม้ว่าเม็ดเงินจากพอร์ตลงทุนต่างชาติจะลดลง แต่การที่ดุลบัญชีเดินสะพัดมีการเกินดุล จึงได้ส่งผลกระทบต่อฐานะทุนสำรองระหว่างประเทศ ที่อยู่ในระดับ 152,000 ล้านดอลลาร์ ปรับลดลงจากปีก่อนหน้าที่ระดับ 159,000 ล้านดอลลาร์ หรือลดลงราว 5% ซึ่งถือว่ายังไม่ใช่ปริมาณมากเท่ากับเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียที่มีเงินทุนสำรองประเทศอยู่ที่ 93,000 ล้านดอลลาร์ ลดลงถึง 25%
ทั้งนี้ การไหลออกของเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาตินี้มาจาก 3 สาเหตุคือ 1. การขายสุทธิหลักทรัพย์ไทยทั้งตราสารหนี้และตราสารทุนของนักลงทุนต่างชาติ แม้จะสอดคล้องกับตลาดอื่นๆ ในภูมิภาคจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐ มีการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเดือนธ.ค.2558 และคาดการณ์ว่าจะต่อเนื่องในอีก 2-3 ปีข้างหน้าก่อนที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะปรับขึ้นที่ระดับปกติ 3.5% ในปี 2018 ซึ่งเป็นอัตราก่อนที่ดอกเบี้ยนโยบายจะลดลงต่ำสุดที่ 0-0.25% ตั้งแต่ปี 2007 เป็นต้นมา 2. มาจากการนำเงินออกไปลงทุนหลักทรัพย์และเงินฝากในต่างประเทศของกองทุน FIF หรือ Foreign Investment Fund และ 3. การออกไปลงทุนโดยตรงในต่างประเทศอย่างต่อเนื่องของเอกชนไทยในภาคธุรกิจสำคัญ เช่น อุตสาหกรรมอาหาร การขุดเจาะปิโตรเลียมดิบและก๊าซธรรมชาติ และการขายส่งสินค้าทั่วไป อย่างไรก็ดี ก็ยังมีเงินทุนไหลเข้าจากเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในภาคธุรกิจสำคัญ คือกิจกรรมทางการเงิน การประกันภัย การขายยานยนต์ และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
สัญญาณลบจากเงินลงทุนต่างชาติที่ขายออกมาจำนวนมากในปีที่ผ่านมานั้น นอกจากจะส่งผลต่อราคาสินทรัพย์ทางการเงินที่ลดลงในตลาดหุ้นและตลาดบอนด์แล้ว อาจจะมีผลสั่นคลอนต่อเสถียรภาพฐานะการเงินระหว่างประเทศของไทยในปี 2559 นี้ หากว่าการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐบาลเริ่มดำเนินการอย่างจริงจัง โดยมีการใช้จ่ายเงินดอลลาร์ มีการนำเข้ามาเพื่อการลงทุนในโครงการดังกล่าว ก็จะส่งผลต่อฐานะดุลบัญชีเดินสะพัดของประเทศ เปลี่ยนมาเป็นการขาดดุลอีกครั้ง ซึ่งก็จะกระทบต่อเงินบาทที่อ่อนค่าลง ส่งผลฉุดกำลังซื้อในประเทศให้อ่อนแอลงได้อีก จนกระทบต่ออัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในภาพรวมได้ สวนทางกับประมาณการของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่แถลงในวันสุดท้ายของปีที่ประเมินว่า การใช้จ่ายภาครัฐทำได้ดี ทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุน รวมทั้งเครื่องชี้การบริโภคภาคเอกชนขยายตัวต่อเนื่อง และมีปัจจัยเสริมชั่วคราวจากการเร่งซื้อรถยนต์ก่อนการปรับขึ้นภาษีในปี 2559
ถึงแม้ว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าหดตัวต่อเนื่อง เพราะสาเหตุจาก 1. เศรษฐกิจจีนและอาเซียนชะลอตัว 2. ราคาสินค้าส่งออกบางชนิดลดลงตามราคาน้ำมันโลก และ 3. สินค้าบางกลุ่มมีข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ทำให้การส่งออกสินค้าที่ซบเซา ส่งผลให้การผลิตภาคอุตสาหกรรมโดยรวมยังอยู่ในระดับต่ำ ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนมีทิศทางปรับดีขึ้น แต่หากหักปัจจัยชั่วคราวจากการเร่งซื้อรถยนต์ โดยที่การลงทุนยังจำกัดอยู่เฉพาะในหมวดที่เกี่ยวข้องกับภาคบริการ และภาคการท่องเที่ยวฟื้นตัวดีภายหลังเหตุระเบิดในกรุงเทพฯ จากกลุ่มนักท่องเที่ยวเอเชียตะวันออกโดยเฉพาะจีน อย่างไรก็ดี ยังมีความกังวลจากต้นทุนการระดมทุนของภาคเอกชนที่เป็นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคารพาณิชย์ปรับตัวขึ้นตามทิศทางของอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐ โดยที่อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ 4 แห่งอยู่ที่ 6.51% ต่อปีสำหรับอัตราดอกเบี้ย MLR และ 7.87% สำหรับ MRR ทั้งหมดนี้จึงเป็นสิ่งบอกว่าถึงเวลาที่เราจะต้องป้องกันตัวจากเงินไหลออกตลาดหุ้นและตลาดบอนด์กันได้แล้ว






