เสียงประชาชนเพื่อการปฏิรูป ด้านเศรษฐกิจ การเงิน การคลัง

เสียงประชาชนเพื่อการปฏิรูป ด้านเศรษฐกิจ การเงิน การคลัง

ในการรับฟังความเห็นของประชาชนจากเวทีปฏิรูปทั่วประเทศ และจากช่องทางเกือบสิบช่องทางที่เปิดให้ประชาชนทั่วไป

เสนอความเห็นและข้อเสนอแนะ ตลอดจนการจัดการสัมนาระดับกลุ่ม (Focus Group) พบว่าเรื่องการปฏิรูปด้านเศรษฐกิจ การเงิน การคลัง เป็นเรื่องใหญ่และมีความสำคัญไม่น้อย มีผู้เสนอความเห็นและข้อเสนอแนะรวมทั้งสิ้น 3,357 ข้อความ มีความหลากหลาย และการจัดหมวดหมู่ทำได้ยากกว่าประเด็นอื่นๆ ทางคณะทำงานของคณะอนุกรรมาธิการสังเคราะห์ประเด็นปฏิรูป สภาปฏิรูปแห่งชาติ ได้จัดรวบรวมไว้เป็นหมวดหมู่ ดังนี้

1. เรื่องการบริหารจัดการภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ 141 ความเห็น 

2. เรื่องการพัฒนากฎหมายเพื่อป้องกัน ลด จำกัด หรือขจัดการผูกขาด และการกีดกันการแข่งขัน 134 ความเห็น

3. เรื่องการวิจัยและพัฒนา 39 ความเห็น

4. เรื่องพัฒนาอุตสาหกรรมการบริการและภาคเอกชน 70 ความเห็น

5. เรื่องพัฒนาวิสาหกิจชุมชนรายย่อย 182 ความเห็น

6. เรื่องผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม 112 ความเห็น

7. เรื่องพัฒนาโครงสร้างระบบขนส่ง (Logistics) และโครงข่ายการขนส่งสินค้า 70 ความเห็น

8. เรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรธุรกิจ 13 ความเห็น

9. เรื่องการพัฒนาบุคคลากร 19 ความเห็น

10. เรื่องผังเมืองและโซนนิ่ง (Zoning) 68 ความเห็น

11. เรื่องโครงสร้าง องค์กร บุคคลากร (ด้านเศรษฐกิจทั่วไป) 442 ความเห็น

12. เรื่องกลไกบูรณาการและขับเคลื่อนแผนชาติ 117 ความเห็น

13. เรื่องพัฒนาระบบตลาดเงินตลาดทุนให้เป็นธรรม 112 ความเห็น

14. เรื่องพัฒนาระบบเกษตรให้ยั่งยืน 141 ความเห็น

15. เรื่องการเข้าถึงระบบขนส่งมวลชนของประชาชน 46 ความเห็น

16. เรื่องยกระดับสมรรถนะระบบโลจิสติกส์ของประเทศ 19 ความเห็น

17. เรื่องการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนในโครงการโลจิสติกส์ 4 ความเห็น

18. เรื่องเพิ่มความสะดวกในการเชื่อมโยงโครงข่าย 22 ความเห็น

19. เรื่องปรับเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งสินค้าทางถนนสู่การขนส่งต้นทุนต่ำ 8 ความเห็น

20. เรื่องระบบและกระบวนการ (ด้านเศรษฐกิจทั่วไป) 646 ความเห็น

21. เรื่องการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยนโยบายการเงินและการดำเนินงานของสถาบันการเงิน 39 ความเห็น

22. เรื่องการปรับปรุงนโยบายการเงินและสถาบันการเงินเพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนและเพิ่มขีดความสามารถ 19 ความ

เห็น

23. เรื่องโครงสร้าง องค์กร บุคคลากร (ด้านการเงินและการออม) 34 ความเห็น

24. เรื่องการสนับสนุนธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม 39 ความเห็น

25. เรื่องการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนและหนี้นอกระบบ 129 ความเห็น

26. เรื่องการส่งเสริมการออมในภาคครัวเรือน 61 ความเห็น

27. เรื่องระบบและกระบวนการ (ด้านการเงินและการออม) 110 ความเห็น

28. เรื่องโครงสร้างภาษีเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรม และลดช่องว่างโดยการเก็บภาษีเงินได้จากภาษีใหม่ให้มากขึ้น 177 ความเห็น

29. เรื่องการกำหนดนโยบายการคลังเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความสามารถในการแข่งขัน 23 ความเห็น

30. เรื่องโครงสร้าง องค์กร บุคคลากร (ด้านการคลัง) 51 ความเห็น

31. เรื่องระบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 31 ความเห็น

32. เรื่องภาษีเงินได้นิติบุคคล 13 ความเห็น

33. เรื่องภาษีมูลค่าเพิ่ม 9 ความเห็น

34. เรื่องภาษีสรรพสามิต 8 ความเห็น

35. เรื่องการสร้างระบบตรวจสอบและวางแผนกำหนดนโยบายด้านการคลัง 17 ความเห็น

36. เรื่องการลดความเหลื่อมล้ำทางการคลังท้องถิ่น 33 ความเห็น

37. เรื่องการจัดระบบฐานข้อมูลภาษีเพื่อให้ทุกคนเข้าสู่ระบบภาษีอย่างครบถ้วน 14 ความเห็น

38. เรื่องระบบและกระบวนการ (ด้านการคลัง) 129 ความเห็น

39. เรื่องระบบภาษีศุลกากร 5 ความเห็น และ

40. เรื่องการดำเนินนโยบายประชานิยมด้วยความเข้มงวดวินัยทางการคลัง 11 ความเห็น

เมื่อพิจารณาเรียงลำดับเรื่องที่ประชาชนเสนอความเห็นและข้อเสนอแนะสูงสุด 10 อันดับแรกในรูปร้อยละพบว่า

1. ปฏิรูประบบและกระบวนการ (ด้านเศรษฐกิจทั่วไป) สูงสุด ที่ร้อยละ 19.24 ของทั้งหมด

2. ปฏิรูปโครงสร้างองค์กรและบุคคลากร(ด้านเศรษฐกิจทั่วไป) สูงอันดับสอง ที่ร้อยละ 13.12 ของทั้งหมด

3. ปฏิรูปพัฒนาวิสาหกิจชุมชนและรายย่อย สูงอันดับสาม ที่ร้อยละ 5.42 ของทั้งหมด

4. ปฏิรูปโครงสร้างภาษีเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรมและลดช่องว่างโดยการเก็บภาษีเงินได้จากภาษีใหม่ให้มากขึ้น สูงเป็นอันดับสี่ ที่ร้อยละ 5.27 ของทั้งหมด

5. ปฏิรูปการบริหารจัดการภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ และการปฏิรูปด้านการพัฒนาระบบเกษตรให้ยั่งยืน สูงอันดับห้าเท่ากัน ที่ร้อยละ 4.20 ของทั้งหมด

6. ปฏิรูปการพัฒนากฎหมายเพื่อป้องกัน ลด จำกัด หรือขจัดการผูกขาดและการกีดกันการแข่งขัน สูงเป็นอันดับหก ที่ร้อยละ 3.99 ของทั้งหมด

7. ปฏิรูปการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนและหนี้นอกระบบ และปฏิรูปด้านระบบและกระบวนการ (ด้านการคลัง) สูงเป็นอันดับเจ็ดเท่ากัน ที่ร้อยละ 3.84 ของทั้งหมด

8. ปฏิรูปกลไกบูรณาการและการขับเคลื่อนแผนชาติ สูงเป็นอันดับแปด ที่ร้อยละ 3.48 ของทั้งหมด

9. ปฏิรูปการพัฒนาระบบตลาดเงินตลาดทุนให้เป็นธรรม สูงเป็นอันดับเก้า ที่ร้อยละ 3.34 ของทั้งหมด และ 

10. ปฏิรูประบบและกระบวนการ (ด้านการเงินและการออม) สูงเป็นอันดับสิบ ที่ร้อยละ 3.28 ของทั้งหมด
เมื่อรวมจำนวนความถี่ของความเห็นและข้อเสนอแนะทั้งหมดในสิบลำดับแรก (รวม 12 ประเด็นด้วยกัน) พบว่าสูงเป็นร้อยละ 76.62 ของทั้งหมด 3,357 ความเห็น


ในขณะเดียวกัน เมื่อพิจารณาเฉพาะความเห็นของประชาชนทั้งหมดเกี่ยวกับการปฏิรูปโครงสร้าง องค์กร และบุคคลากร ทั้งด้านเศรษฐกิจโดยทั่วไป การเงิน และการคลัง มีสูงถึง 527 ความเห็น หรือร้อยละ 15.70 ของทั้งหมด และยิ่งเป็นเรื่องปฏิรูปด้านระบบและกระบวนการของทั้งด้านเศรษฐกิจ การเงินและการคลังแล้ว มีความเห็นสูงสุดถึง 885 ความเห็น หรือถือเป็นร้อยละ 26.36 ของความเห็นทั้งหมดทีเดียว

ความถี่ของความเห็นและข้อเสนอแนะจากประชาชนทั่วประเทศบอกอะไรเราบ้าง ?

ในการบริหารจัดการด้านเศรษฐกิจ การเงิน การคลังนั้น ดูจะเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจระดับมหภาค (Macro Economics) เป็นส่วนใหญ่ และเกือบทุกประเทศจะเน้นในสองนโยบายหลักคือนโยบายด้านการเงิน (Monetary Policy) กับนโยบายด้านการคลัง (Financial Policy) นโยบายด้านการเงินนั้นเป็นหน้าที่ของธนาคารชาติที่จะกำหนดออกมาในรูปแบบของของการปรับและควบคุมอัตราดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นหรือลดความต้องการในการลงทุนเป็นสำคัญ ส่วนนโยบายด้านการคลังจะเป็นหน้าที่ของกระทรวงการคลังที่จะกำหนดอัตราภาษีทั้งหลายเพื่อกระตุ้น จูงใจ หรือลดความต้องการในการลงทุน แต่แม้ทั้งสองนโยบายนี้จะถูกใช้ควบคู่กัน ก็เป็นเพียงนโยบายแก้ปัญหาที่ช่วยให้เกิดความเสถียรทางเศรษฐกิจ (Stabilization Policies) ระยะสั้นเท่านั้น และถือเป็นการบริหารจัดการด้านอุปสงค์หรือความต้องการ (Demand Management) เป็นหลัก ไม่ใช่เป็นการแก้ปัญหาระยะยาวของประเทศ

สภาวะปัญหาทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องยาวนานและหยั่งรากลึก ทำให้เกิดปัญหาอุปสงค์ (Demand) ที่มากเกินไปหรือน้อยเกินไป (Excessive or Inadequate Demand) ซึ่งอาจเกิดจากนโยบายของรัฐ หรือทางปฏิบัติของภาคเอกชนที่ทำให้เกิดการขัดขวางประสิทธิภาพของการผลิตสินค้าหรือบริการที่เหมาะสมกับอุปสงค์ การแก้ปัญหาจึงต้องแก้ที่โครงสร้างของเศรษฐกิจ โดยออกนโยบายด้านโครงสร้าง (Structural policy) อันนอกเหนือจากนโยบายด้านการเงิน (Monetary Policy) และนโยบายด้านการคลัง (Fiscal Policy)

สถาบันกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund หรือ IMF) ได้ตระหนักในความสำคัญของนโยบายด้านโครงสร้างอย่างมากและพยายามให้ประเทศกำลังพัฒนาได้ตระหนักถึงนโยบายนี้ เพราะนโยบายสร้างความเสถียรระยะสั้นเหมาะสมกับปัญหาระยะสั้นเท่านั้น เช่นช่วยทำให้ผลิตภาพจากการใช้ทรัพยากรสูงขึ้น นโยบายแก้ปัญหาระยะสั้นเช่นการปรับโครงสร้างภาษี การใช้จ่ายงบประมาณ การปรับอัตราดอกเบี้ย การอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบ ถือเป็นการสร้างความเสถียรระยะสั้น แต่เมื่อปัญหาทอดยาวออกไป การเปลี่ยนแปลงทางด้านโครงสร้างจึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ การปรับเพิ่มอุปทาน (Supply) ทั้งหลาย รัฐบาลจะต้องรู้ว่ามีปัจจัยอะไรบ้างที่เป็นอุปสรรคขัดขวาง ซึ่งอาจจะเกี่ยวข้องกับโครงสร้างหลักทางเศรษฐกิจ อาทิการกำหนดราคาควรกำหนดอย่างไร การเงินภาครัฐ (Public Finance) จะทำอย่างไร รัฐวิสาหกิจ กฎระเบียบทางการเงิน กฎระเบียบด้านแรงงาน ความมั่นคงปลอดภัยของสังคม และสถาบันต่างๆที่เกี่ยวข้อง ควรเป็นอย่างไร

ปัญหาการเงินและหนี้สาธารณะที่เกิดขึ้นในยุโรปในปัจจุบัน และการเจริญเติบโตที่ช้าลงของประเทศกำลังพัฒนาชี้ให้เห็นว่าเป็นเรื่องของนโยบายโครงสร้าง มากกว่านโยบายการเงินการคลังเท่านั้น เราต้องปฏิรูปโครงสร้างทางการเงินการคลัง สถาบันและกฎระเบียบเพื่อให้ผลิตภาพของผลผลิตเราก้าวหน้า เพิ่มการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และเพื่อให้การสร้างความมั่นคงระยะสั้นประสบผลสำเร็จ

การปฏิรูปด้านเศรษฐกิจตามที่ประชาชนเสนอความเห็นและข้อเสนอแนะมานี้มีความหลากหลายที่สภาขับเคลื่อนเพื่อการปฏิรูปประเทศ (สปท) ควรให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นเสียงของประชาชนทั้งประเทศอย่างแท้จริง โดยเฉพาะความเห็นและข้อเสนอแนะให้มีการปฏิรูปด้านระบบและกระบวนการ และปฏิรูปโครงสร้าง องค์กรและบุคคลากร ที่ประชาชนมีความเห็นร่วมกันถึงร้อยละ 42.06 หากการร่างรัฐธรรมนูญโดยคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ) เมินต่อเสียงเรียกร้องของประชาชนทั้งประเทศ การปฏิรูปทางด้านเศรษฐกิจย่อมไม่เกิดขึ้นได้ และประเทศเราก็จะยังคงจมปลักกับการแก้ปัญหาระยะสั้นด้วยนโยบายการเงินและนโยบายการคลังเท่านั้น

การสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจำเป็นจะต้องมีทั้งการสร้างความเสถียร (Stabilization) ระยะสั้นและนโยบายด้านโครงสร้าง (Structural Policies) ระยะยาว คอยสนับสนุนซึ่งกันและกัน นโยบายด้านการสร้างความเสถียรระยะสั้นเป็นการปูพื้นสำหรับการแก้ปัญหาระยะยาว เช่นทำให้ภาวะเงินเฟ้อลดลง ทำให้การบริโภคและการลงทุนเป็นไปอย่างราบรื่น และช่วยเรื่องการขาดดุลงบประมาณของรัฐบาล (Government Deficit)  แต่การนโยบายด้านโครงสร้างที่ดีจะช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจระดับมหภาคให้มีความสมดุลย์มากขึ้น สร้างประสิทธิผลในการสร้างความเสถียรของมาตรการระยะสั้น ก่อให้เกิดการแข่งขัน ทำให้ราคาสินค้าและบริการลดต่ำลง ซึ่งจะมีผลต่อการลดภาวะเงินเฟ้อให้ต่ำลงได้

(หมายเหตุ บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนเท่านั้น ไม่เกี่ยวข้องกับคณะอนุกรรมาธิการสังเคราะห์ประเด็นปฏิรูป สภาปฏิรูปแห่งชาติ แต่อย่างใด)