เศรษฐกิจ-สุภาษิตของกวีไทย

เศรษฐกิจ-สุภาษิตของกวีไทย

สุนทรภู่เป็นกวีไทยที่ได้รับความนิยมสูงมาก และมีบรรดาศักดิ์เป็นพระสุนทรโวหาร บรรดาศักดิ์นี้บางทีทำให้เกิด

ความสับสนกับบรรดาศักดิ์ของกวีไทยอีกคนหนึ่ง ซึ่งได้แก่ พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) สองท่านนี้มีชีวิตคาบเกี่ยวกัน นั่นคือ พระยาศรีสุนทรโวหารเกิดเมื่อสุนทรภู่อายุ 36 ปี ทั้งสองมีชีวิตอยู่ 69 ปีเท่ากัน สุนทรภู่มีชีวิตอยู่ระหว่างปี 2329-2398 ส่วนพระยาศรีสุนทรโวหารมีชีวิตอยู่ระหว่างปี 2365-2434

ทั้งสองจะมีโอกาสเรียนรู้วิชาเศรษฐศาสตร์แนวที่อะดัม สมิธ เป็นต้นคิดมากน้อยเพียงไรไม่เป็นที่ประจักษ์ เนื่องจากอะดัม สมิธ พิมพ์ตำราออกมาเมื่อปี 2319 และเมืองไทยมิได้ติดต่อกับฝรั่งอย่างจริงจังอีก จนกระทั่งหลังลงนามในสนธิสัญญาเบาริ่งเมื่อปี 2398 อย่างไรก็ดี เนื่องจากกวีเป็นปราชญ์ที่สามารถมองเห็นอะไรๆ ได้อย่างลึกซึ้ง และนำมาเสนอเป็นร้อยกรองด้วยภาษาที่มีความไพเราะสูงได้ กลอนที่ทั้งสองท่านประพันธ์ไว้จึงสะท้อนแก่นของเศรษฐศาสตร์ได้เป็นอย่างดี

กลอนที่พระยาศรีสุนทรโวหารประพันธ์ไว้ได้แก่ “อันความรู้รู้กระจ่างแต่อย่างเดียว แต่ให้เชี่ยวชาญเถิดจะเกิดผล

กลอนบทนี้ทางราชการกำหนดให้เด็กไทยท่องเป็นบทอาขยาน แต่เด็กคงมิได้คิดต่อไปว่า มันตรงกับเรื่อง การแบ่งงานกันทำ” (Division of Labor) ในวิชาเศรษฐศาสตร์เพราะวิชานี้ไม่มีในหลักสูตรของการศึกษาขั้นพื้นฐาน เรื่องการแบ่งงานกันทำมีความสำคัญมาก เนื่องจากเป็นวิธีเพิ่มประสิทธิภาพในด้านการผลิตสินค้าและบริการ อันเป็นหัวใจของเศรษฐศาสตร์

ส่วนกลอนที่สุนทรภู่ประพันธ์ไว้ใน “สุภาษิตสอนน้อง” ได้แก่

มีสลึงพึงประจบให้ครบบาท อย่าให้ขาดสิ่งของต้องประสงค์    จงมักน้อยกินน้อยค่อยบรรจง อย่าจ่ายลงให้มากจะยากนาน   ไม่ควรซื้อก็อย่าไปพิไรซื้อ ให้เป็นมื้อเป็นคราวทั้งคาวหวาน

กลอนบทนี้พูดถึงการบริโภคอันเป็นเสมือนเหรียญหน้าสองของเศรษฐศาสตร์ ซึ่งมีการผลิตเป็นหน้าแรก สุนทรภู่รู้ว่าการบริโภคแบบเกินความจำเป็นซึ่งสะท้อนในกลอน ไม่ควรซื้ออย่าไปพิไรซื้อจะสร้างความเสียหาย แต่ก็มิได้เสนอให้ทำอะไรในแนวตกขอบ จึงต่อด้วย ให้เป็นมื้อเป็นคราวทั้งคาวหวานบทกลอนนี้ชี้ว่า สุนทรภู่รู้ว่าทางสายกลางเป็นทางออก

คนไทยส่วนใหญ่คงได้ยินกันอย่างทั่วถึงแล้วว่า ทางสายกลางเป็นแก่นของแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง แต่สิ่งที่คนไทยอาจไม่เคยได้ยินคือ อะดัม สมิธ ปฏิบัติตามแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงอย่างเคร่งครัดในตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ เพราะรู้ว่า ถ้าทุกคนบริโภคเกินพอดีตามแนวที่ระบบตลาดเสรีมีส่วนสนับสนุนให้ทำ มันจะนำไปสู่ความหายนะ แม้เศรษฐกิจจะดูเฟื่องฟูอยู่ชั่วขณะก็ตาม เรื่องนี้มีอยู่ในหนังสือชื่อ The Authentic Adam Smith ของ James Buchan (อ่านบทคัดย่อภาษาไทยได้ในเว็บไซต์ของมูลนิธินักอ่านบ้านนา www.bannareader.com )

อันที่จริงในช่วงที่อะดัม สมิธ ยังมีชีวิตอยู่ ระบบตลาดเสรีไม่ได้เน้นเรื่องความสำคัญของการบริโภคในด้านเป็นการกระตุ้นให้เศรษฐกิจขยายตัว การเน้นเช่นนั้นมาเกิดขึ้นเมื่อแนวคิดของจอห์น เมนาร์ด เคนส์ ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางหลังเศรษฐกิจโลกตกต่ำครั้งใหญ่หลวงที่สุดเมื่อ 85 ปีที่ผ่านมา จากวันนั้นมาถึงวันนี้ มาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายถูกนำมาใช้ทุกครั้ง เมื่อรัฐบาลต้องการทำเศรษฐกิจให้ขยายตัว ด้วยเหตุนี้ เมื่อเศรษฐกิจถดถอยอย่างหนักอีกครั้ง หลังฟองสบู่แตกตอนกลางปี 2551 รัฐบาลทั้งหลายจึงใช้มาตรการแนวนั้นกันอย่างกว้างขวาง

รวมทั้งการลดอัตราดอกเบี้ยลงมาใกล้ศูนย์ การทำงบประมาณขาดดุลระดับสูงและการทุ่มเงินจำนวนมหาศาลเข้าไปในระบบการเงิน แต่มาตรการเหล่านั้นไม่ได้ผลตามความคาดหมาย เพราะสภาพเศรษฐกิจและความคิดของประชาชนได้เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญแล้ว ปัจจัยสำคัญปัจจัยหนึ่งซึ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้แก่ภาระหนี้สินแบบล้นพ้นตัว คงจำกันได้ว่าการกู้หนี้ยืมสินถูกใช้เป็นปัจจัยกระตุ้นให้เศรษฐกิจขยายตัว แต่มันเป็นปัจจัยในการสร้างฟองสบู่ด้วย

หลังฟองสบู่ที่มีหนี้สินเป็นตัวขับเคลื่อนแตกในเมืองไทย ทำให้เศรษฐกิจเริ่มถดถอยครั้งใหญ่ในปี 2540 “ในหลวงฯทรงชี้แนะให้ใช้แนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงแก้ปัญหา แนวคิดนี้มีบางส่วนที่สุนทรภู่และอะดัม สมิธ ต่างก็มองเห็นบ้างแล้วเช่นกัน หลายครั้งคอลัมน์นี้อ้างถึงหนังสือของนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำชื่อ Jeffrey Sachs เรื่อง The Price of Civilization ในหนังสือเล่มนั้น ผู้เขียนเสนอให้ใช้ทางสายกลางเป็นทางแก้ปัญหา แต่มิได้ใช้คำว่า “เศรษฐกิจพอเพียง” อย่างไรก็ดี ตอนนี้มีฝรั่งตั้งชื่อหนังสือว่า Sufficiency Economy หรือ เศรษฐกิจพอเพียงตรงๆ แล้ว เขาชื่อ Samuel Alexander โอกาสหน้าจะนำมาเล่าว่าเนื้อหาของหนังสือเป็นอย่างไร

คนไทยมักท่ององค์ประกอบของแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงได้ไม่ต่างกับท่องศีลห้า และนายกรัฐมนตรีได้นำแนวคิดไปเสนอให้ต่างชาติใช้เมื่อไม่นานมานี้ แต่เฉกเช่นคนไทยส่วนใหญ่ นายกรัฐมนตรีคงไม่เข้าใจ หรือไม่เคยศรัทธาในแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงอย่างแท้จริง รัฐบาลไทยจึงกำลังกระตุ้นเศรษฐกิจให้ขยายตัวอย่างเต็มที่ โดยมีมาตรการจูงใจให้ใช้จ่ายกันแบบแทบไม่ลืมหูลืมตา

ล่าสุดได้แก่มาตรการที่ให้นำการใช้จ่ายในวงเงิน 15,000 บาท ไปใช้ลดหย่อนภาษีได้ มาตรการแบบนี้กวีและปราชญ์ไทยไม่เคยสนับสนุน จึงชวนให้สงสัยว่าผู้นำมันมาใช้นั้นทำกันเพื่อชาติไทย หรือเพื่อใคร?