ปีใหม่

ปีใหม่

โหราศาสตร์เป็นเรื่องของดวงดาว คนทั่วไปมักคิดเช่นนี้ แต่นั่นไม่ใช่มุมของโหราจารย์ แท้จริงแล้ว โหราศาสตร์เป็นเรื่อง

ของ เวลา ต่างหาก

เมื่ออารยธรรมเริ่มก่อตัวและพัฒนา มนุษย์ค้นหา “อำนาจ” อันยิ่งใหญ่ที่ควบคุมบงการสิ่งแวดล้อมรอบตัว เพื่อปรับปรุงคุณภาพชีวิตและดำรงอยู่อย่างปกติสุข ในที่สุดก็พบว่า อำนาจนั้นอยู่บนฟากฟ้า เป็นอำนาจที่ดลบันดาลให้เกิดกลางวันกลางคืนและฤดูกาลทั้งหลาย

เวลาคือเงื่อนไขสำคัญที่สุดในการดำรงชีวิตของมนุษย์ ถ้าทำงานกลางคืน ต้องเป็นเหยื่อสัตว์ร้าย เพาะปลูกผิดฤดูกาล ต้องเสียหายย่อยยับ ในยุคเกษตรกรรมที่พึ่งพาธรรมชาติ การกระทำที่ผิดเงื่อนไขของเวลาย่อมนำไปสู่หายนะอย่างแน่นอน

ประมาณ 25,000 ปีก่อน มนุษย์ค้นพบวงรอบของดวงจันทร์ นำไปสู่การสร้างปฏิทินจันทรคติ ราว 13,000 ปีต่อมา มนุษย์ค้นพบวงรอบของดวงอาทิตย์ ค้นพบความสัมพันธ์ของมันกับฤดูกาล มีการสร้างปฏิทินสุริยคติและจักรราศีมนุษย์หยุดล่าสัตว์ ตั้งหลักปักฐาน เพาะปลูก กลายเป็นจุดกำเนิดของการปฏิวัติเกษตรกรรม

โหราศาสตร์เป็นเรื่องของเวลา ดวงดาวคือผู้ควบคุมเวลา โหราศาสตร์จึงศึกษาวิเคราะห์กาลเวลาและผลกระทบที่มีต่อมนุษย์ สังคม และธรรมชาติ ผ่านวิถีโคจรของดวงดาว

ดวงอาทิตย์คือดาวสำคัญที่สุด วงรอบอาทิตย์ย่อมสำคัญที่สุดด้วย อาทิตย์โคจรครบ 1 รอบจักรราศีกินเวลา 1 ปี ช่วงเวลา 1 ปีจึงเป็นมาตรวัดสำคัญของโหราศาสตร์และชีวิตมนุษย์ เมื่อเวลา (อาทิตย์) ย้อนกลับมาที่จุดเริ่มต้น ถือว่าครบ 1 ปีและเข้าปีใหม่ คำถามคือจุดเริ่มต้นอยู่ที่ใด? ปีใหม่เริ่มนับที่ไหน?

เพราะมนุษย์รู้จักปฏิทินจันทรคติก่อน ปีใหม่ในอารยธรรมโบราณ เช่น ฮินดู ฮิบรู จีน บาบิโลเนีย พุทธ จึงอยู่ในรูปปฏิทินผสมสุริยจันทรคติ (Lunisolar Calendar) เช่น ปีใหม่จีนนับวันอมาวสี (ขึ้น 1 ค่ำ) เดือน 1 ซึ่งอยู่ระหว่าง 21 ม.ค.-21 ก.พ. ปีใหม่บาบิโลเนียนับวันอมาวสีแรกหลังวสันตวิษุวัต (Vernal Equinox)

แต่คาบเวลาจันทรคติไม่แน่นอน วันปีใหม่ขยับตลอด จึงเปลี่ยนมาใช้สุริยคติแทน ลำดับของเดือนตั้งแต่ ม.ค.-ธ.ค. ปรากฏในปฏิทินโรมันโบราณสมัยกษัตริย์ Numa Pompilius ราว 700 ปีก่อนค.ศ. ข้อดีของปฏิทินสุริยคติคือ มันสอดคล้องกับฤดูกาล

ปี 509 ก่อน ค.ศ. โรมันเปลี่ยนเป็นระบบสาธารณรัฐ กำหนดวันเปิดสภาคือ 1 พ.ค. ต่อมาเปลี่ยนเป็น 15 มี.ค. และเปลี่ยนเป็น 1 ม.ค. ในปี 153 ก่อน ค.ศ. เมื่อจูเลียส ซีซาร์ ปฏิรูปและเริ่มใช้ปฏิทินจูเลียน (JulianCalendar) 45 ปีก่อน ค.ศ. สภากำหนดวันที่ 1 ม.ค. เป็นวันขึ้นปีใหม่ มันถูกใช้ตลอดถึงยุคอาณาจักรโรมัน (27 ปีก่อน ค.ศ.-ปี 476) และใช้กันแพร่หลายทั่วดินแดน

ปฏิทินจูเลียนมีอิทธิพลอย่างมากต่อโลกยุคที่โรมันเรืองอำนาจ ต่อดินแดนส่วนใหญ่ในยุโรป รวมถึงพวกที่อพยพไปอเมริกา เมื่อถึงยุโรปยุคกลาง ปฏิทินจูเลียนยังใช้กันอยู่ แต่ผู้มีอำนาจมักเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่ไปตามพื้นที่ ปี 1582 สมเด็จพระสันตะปาปา เกรกอรีที่ 13 ปฏิรูปอีกครั้ง โดยเพิ่มวันอีก 10 วัน (เพราะวสันตวิษุวัติขยับไป 10 วัน) เรียกว่า ปฏิทินเกรโกเลียน (Gregorian Calendar) และกำหนดให้ 1 ม.ค.เป็นวันขึ้นปีใหม่ ปฏิทินนี้ใช้กันแพร่หลายไปทั่วโลกจนปัจจุบัน

เวลา 1 ปีของปฏิทินเกรโกเลียน เริ่ม 1 ม.ค.- 31 ธ.ค. ปีปกติสุรทินมี 365 วันปีอธิกสุรทินมี 366 วัน ทุก 400 ปีมีปีอธิกสุรทิน 97 ปี ระยะเวลาเฉลี่ยเท่ากับ 365.2425 วัน ละเอียดกว่าของปฏิทินจูเลียนที่ 365.25 วัน ขณะที่ปฏิทิน Tropical Year ของนักดาราศาสตร์เท่ากับ 365.24219 วัน วิลเลียม เฮอร์เชล ผู้ค้นพบดาวมฤตยู (Uranus) แนะว่า ปฏิทินเกรโกเลียนไม่จำเป็นต้องปรับแก้จนกระทั่งปี 4000

วันขึ้นปีใหม่ไทยก็เปลี่ยนแปลงหลายครั้ง แรกเริ่มถือวันปูรณมี (แรม 1 ค่ำ) เดือนอ้าย ตรงกับเดือน ธ.ค.ถึงกลาง ม.ค. (แล้วแต่ปี) ตามคติพุทธที่ถือว่าปีใหม่เริ่มในฤดูหนาว ซึ่งสอดคล้องกับคติหลายชาติ โดยเฉพาะยุโรป เพราะพลังชีวิตในธรรมชาติต่ำสุดช่วงฤดูหนาว จากนั้น ค่อยๆ เพิ่มสูงขึ้นจนเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ วงจรพลังงานเริ่มเข้าสู่ขาขึ้นในฤดูหนาว ดังนั้น จึงถือเป็นวันขึ้นปีใหม่

ต่อมาเปลี่ยนเป็นวันอมาวสี (ขึ้น 1 ค่ำ) เดือน 5 ตามคติพราหมณ์ ตรงกับเดือน มี.ค. เรียกอีกอย่างว่า “ตรุษไทย” ซึ่งเป็นวันเปลี่ยนปีนักษัตร (ชวด ฉลู ฯลฯ) อีกด้วย ตรุษไทยยังมีความสำคัญในทางโหรจนปัจจุบันครั้งที่ 3 ในสมัยรัชกาลที่ 5 ไทยเริ่มติดต่อค้าขายกับต่างประเทศมากขึ้น การใช้ปฏิทินจันทรคติจึงไม่สะดวก จึงทรงประกาศใช้ปฏิทินสุริยคติแทนตั้งแต่ 1 เม.ย. 2432 และถือเอาวันที่ 1 เม.ย.เป็นวันขึ้นปีใหม่

ครั้งสุดท้ายเกิดขึ้นสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม เมื่อไทยใช้ปฏิทินสุริยคติแล้ว เพื่อสะดวกในการติดต่อกับต่างประเทศมากขึ้น ควรยึดถือวันปีใหม่ตามสากลด้วย จึงเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่ไทยเป็นวันที่ 1 ม.ค. เริ่มใช้ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2484 เป็นต้นมา

นอกจากธรรมเนียมวันขึ้นปีใหม่แล้ว ยังมีวันขึ้นปีใหม่ทางโหราศาสตร์ด้วยวันขึ้นปีใหม่ คือวันที่อาทิตย์ยกเข้าราศีเมษ (Aries Ingress) เพราะโหราจารย์ถือเมษเป็น จุดเริ่มต้นของจักรราศี

จุดเริ่มต้นอยู่ที่ใด ไม่ใช่ประเด็น ประเด็นอยู่ที่จักรราศีต่างหาก โหราศาสตร์กำเนิดในเมโสโปเตเมีย ปูมโหรช่วง 747-668 ปีก่อน ค.ศ. ของชาวแคลเดียน (Chaldean) บันทึกการโคจรของดาวโดยอ้างอิงกับตำแหน่งกลุ่มดาวฤกษ์ (Constellation) ที่แน่นอนบนท้องฟ้า นั่นคือจักรราศี (โบราณ) ระบบคงที่

ระบบนี้แพร่หลายและใช้กันเรื่อยมา จนเมื่อฮิปปาร์คัส (Hipparchus) โหราจารย์ชาวกรีกค้นพบ Precession of Equinox ในราว 127 ปีก่อน ค.ศ. (แต่หลักฐานต่างๆ แสดงว่า มีการค้นพบก่อนหน้านานแล้ว) ทำให้ทราบว่า จุด 0 องศาราศีเมษได้ขยับไปจากจุดเริ่มต้นจักรราศีคงที่ และขยับไปทุกปีในทิศทางย้อนจักร

โหราศาสตร์กรีกจึงสร้างระบบใหม่ขึ้นมา เรียกว่าจักรราศีเคลื่อนที่ เพราะมันเคลื่อนที่ไปเมื่อเทียบกับกลุ่มดาวฤกษ์เดิมที่ใช้อ้างอิงด้วยความรุ่งเรืองของกรีกหลังจากที่อเล็กซานเดอร์มหาราชพิชิตเอเซีย ระบบใหม่จึงได้รับความนิยมมาก สืบต่อไปยังโรมัน และแพร่หลายไปทั่วยุโรป

จักรราศีในปัจจุบันจึงแบ่งเป็น 2 ระบบ คือ (1) จักรราศีคงที่ (Sidereal Zodiac หรือนิรายะนะ) ที่ยังคงสืบทอดต่อเนื่องในเอเซีย ผ่านอินเดียและอาหรับ ไปถึงอาเซียน เช่น พม่า ไทย ลาว (2) จักรราศีเคลื่อนที่ (Tropical Zodiac หรือสายะนะ) ซึ่งได้รับความนิยมในชาติตะวันตก เช่น ยุโรป อเมริกา ออสเตรเลีย โดยจักรราศีคงที่วัดจากกลุ่มดาวฤกษ์บนท้องฟ้า แต่จักรราศีเคลื่อนที่ได้จากการคำนวณ

โหราศาสตร์มีหลายสายวิชา แต่ถ้าใช้จักรราศีเคลื่อนที่ เช่น สากล ยูเรเนียน คุณคือ Tropicalist แต่ถ้าใช้จักรราศีคงที่ เช่น อินเดีย ไทย คุณคือ Siderealist วันขึ้นปีใหม่ในระบบเคลื่อนที่คือ 21 มี.ค. ในระบบคงที่คือ 13 เม.ย.

ปีใหม่ไม่มีนิยามที่ถูกต้องเพียงหนึ่งเดียว มันเปลี่ยนไปตามมุมที่เรามอง การกระทำคือสิ่งสำคัญที่สุดต่างหาก ในวาระดิถีขึ้นปีใหม่ 2559 นี้ ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย คุ้มครองท่านผู้อ่านและครอบครัวมีความสุข ปราศจากทุกข์ภัยทั้งปวงครับ