ปัจจัยบวก-ลบ ภาพรวมเศรษฐกิจปี2559

ปัจจัยบวก-ลบ ภาพรวมเศรษฐกิจปี2559

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ล่าสุด ได้ประเมินเศรษฐกิจไทย

ในปีนี้และปีหน้ามีทั้งเพิ่มขึ้นและลดลง โดยในปี 2558 เศรษฐกิจไทยขยายตัวสูงกว่าคาดเล็กน้อย จากเดิมที่ 2.7% เป็น 2.8% เนื่องจากการลงทุนภาครัฐและการบริโภคเอกชน มีแนวโน้มขยายตัวสูงกว่าที่เคยประเมินไว้ แต่ในปี 2559 กลับมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าประมาณการเดิมเล็กน้อยจาก 3.7% เป็น 3.5% ตามอุปสงค์ต่างประเทศที่ชะลอลง โดยเฉพาะจีนและเอเชีย แม้จะถูกชดเชยด้วยแรงส่งที่เพิ่มขึ้นจากการใช้จ่ายภาครัฐ การบริโภคเอกชน และการท่องเที่ยวที่มีแนวโน้มขยายตัวมากกว่า 30 ล้านคน ซึ่งดีกว่าคาด แต่อาจไม่สามารถชดเชยได้ทั้งหมด ทางด้านการลงทุนภาคเอกชน ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง จากปัจจัยลบในการส่งออกที่ฟื้นตัวช้ำ และกำลังการผลิตที่ยังเหลืออยู่มาก ส่งผลให้ภาคธุรกิจชะลอการลงทุน ขณะที่ปัจจัยบวกเป็นการใช้จ่ายลงทุนของภาครัฐ และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจช่วยสร้างความเชื่อมั่น และกระตุ้นให้เกิดการลงทุนของภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องกับโครงการรัฐได้

สำหรับทิศทางเศรษฐกิจโลกปี 2559 ธปท.ได้ระบุภาพรวมไว้ 5 ข้อคือ 1. เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวอย่างช้าๆ เศรษฐกิจประเทศหลักปรับดีขึ้น โดยเฉพาะสหรัฐ ขณะที่จีนชะลอลง ซึ่งส่งผลต่อเอเชีย 2. ความแตกต่างของการดำเนินนโยบายการเงินของประเทศต่างๆ มีมากขึ้น โดยที่ธนาคารกลางสหรัฐ เริ่มปรับเปลี่ยนทิศทางการดำเนินนโยบายการเงิน ที่มีอัตราดอกเบี้ยในขาขึ้น แต่ธนาคารกลางยุโรป ธนาคารกลางญี่ปุ่น และธนาคารกลางจีน ยังคงใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายที่มีอัตราดอกเบี้ยใกล้ 0% จนถึงติดลบ 3. ความผันผวนในทิศทางตลาดการเงินโลกจะมีความไม่แน่นอน 4. ราคาสินค้าโภคภัณฑ์มีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำ และ 5. ความเสี่ยงจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์โลก หรือ Geopolitical Risks

โดยสรุปนั้น ความเสี่ยงต่อการขยายตัวเศรษฐกิจไทยโน้มไปด้านต่ำมากขึ้น โดยความเสี่ยงด้านลบประกอบด้วย ปัจจัยเศรษฐกิจคู่ค้าขยายตัวต่ำกว่าคาด โดยเฉพาะจีนและเอเชีย รวมถึงปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ หากทวีความรุนแรง และกระทบการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว นอกจากนี้ ปัญหาภัยแล้งมีความรุนแรง และกระทบการผลิตในภาคเกษตรและอุตสาหกรรมมากกว่าคาด ส่วนความเสี่ยงด้านบวกมาจากการใช้จ่ายภาครัฐ หากโครงการลงทุนทำได้เร็วกว่าคาด นอกจากนี้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทำให้เกิดการใช้จ่ายเอกชนจากมาตรการเพิ่มลดหย่อนภาษีการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคคนละไม่เกิน 15,000 บาท จะช่วยกระตุ้นกำลังซื้อเอกชนเพิ่มขึ้น 140,000-150,000 ล้านบาท ช่วยหนุนผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศเพิ่มขึ้นราว 0.1-0.2%

ส่วนแรงกดดันเงินเฟ้อมีแนวโน้มปรับลดลงจากปัจจัยด้านอุปทาน โดยประมาณการอัตราเงินเฟ้อทั่วไปปี 2559 ต่ำลงที่ 0.8% จากที่คาดไว้เดิม 1.2% เทียบกับปีนี้ที่คิดลบ 0.9% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเพิ่มขึ้นเล็กน้อยที่ 0.9% จากคาดไว้เดิม 0.8% โดยปีนี้อยู่ที่ 1.1% ถึงแม้การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวดีกว่าคาดจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่เข้ามาหนุน ช่วยสร้างความเชื่อมั่น รวมถึงราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับต่ำ ช่วยสนับสนุนการบริโภคครัวเรือนได้บางส่วน อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ภัยแล้ง ไม่เป็นปัจจัยลบเพิ่มจากที่คาดไว้ โดยในปี 2558 ถึงแม้จะมีแนวโน้มคลี่คลายลงตามปริมาณน้ำฝนที่กลับมาใกล้เคียงระดับปกติ แต่ปริมาณน้ำในเขื่อนยังอยู่ในระดับต่ำมาก ยังคงเป็นปัจจัยลบต่อผลผลิต และรายได้เกษตรกรที่อยู่ในเกณฑ์ต่ำ รวมทั้งภาระหนี้ที่อยู่ในระดับสูง ยังคงเป็นปัจจัยถ่วงด้านการบริโภค ที่สำคัญ คือ ภาคการส่งออกของไทยที่ยังจะไม่เติบโต โดย ธปท.คาดส่งออกไทยปีหน้าจะอยู่ที่ 0% จากเดิมที่คาดไว้ 1.2% ขณะที่ปีนี้ติดลบ 5.5%

ปี 2558 จึงนับเป็นปีแห่งความผันผวน แต่ในปี 2559 จะยิ่งมีระดับการเพิ่มของความเสี่ยง นั่นคือภาวะการผิดนัดชำระหนี้ และการล้มละลายของธุรกิจเอกชนในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ หรือ Emerging Market จึงเป็นปีแห่งการท้าทายของผู้ดำเนินนโยบาย ดังนั้นประเด็นสำคัญที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของ ธปท. ต้องเฝ้าติดตามคือ 1. ปัจจัยเสี่ยงต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก 2. ความผันผวนของตลาดการเงินโลกที่อาจมีมากขึ้น โดยเฉพาะจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงินของประเทศอุตสาหกรรมหลัก 3. ความต่อเนื่องของการใช้จ่ายภาครัฐโดยเฉพาะการลงทุน และผลของมาจากการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อการฟื้นตัวของอุปสงค์ในประเทศ 4. ความเสี่ยงต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินจากพฤติกรรมแสวงหาผลตอบแทนที่สูงกว่า (Higher yield) ภายใต้ภาวะอัตราดอกเบี้ยที่มีความเหลื่อมล้ำ จนกระแสเงินทุนผันผวนรุนแรง โดยเฉพาะราคาสินทรัพย์ที่ลดต่ำลงในปีนี้ ซึ่งเป็นผลพวงจากการตกต่ำของราคาสินค้าโภคภัณฑ์และราคาน้ำมันที่คาดว่าจะดำเนินต่อเนื่อง โดยต้องจับตานับจากนี้ไปอีก 48 เดือนอย่างระมัดระวัง