ถึงเวลาละตินอเมริกาเปลี่ยนทิศทาง?

ถึงเวลาละตินอเมริกาเปลี่ยนทิศทาง?

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเหตุการณ์ในละตินอเมริกาที่น่าสนใจหลายอย่าง บางคนมองเหตุการณ์เหล่านั้นว่า

เป็นสัญญาณของการเปลี่ยนทิศทางในละตินอเมริกา เหตุการณ์แรก รัฐบาลใหม่ของอาร์เจนตินายกเลิกการตั้งค่าเงินแบบตายตัว ทันทีที่รัฐบาลทำเช่นนั้น อัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเปโซของอาร์เจนตินากับดอลลาร์สหรัฐ ก็เปลี่ยนจาก 9 เปโซต่อดอลลาร์ เป็นเกือบ 14 เปโซต่อดอลลาร์ ซึ่งใกล้เคียงกับอัตราที่ชาวอาร์เจนตินาซื้อขายกันในตลาดมืดอยู่แล้ว

รัฐบาลก่อนตั้งอัตราแลกเปลี่ยนแบบตายตัวมาเป็นเวลา 4 ปี และควบคุมตลาดเงินตราอย่างเข้มงวด เพื่อหวังจะสงวนเงินตราต่างประเทศไว้ สำหรับใช้ในยามจำเป็นจริงๆ และเพื่อควบคุมภาวะเงินเฟ้อ แต่นโยบายนั้นไม่ได้ผลตามเป้าหมาย รัฐบาลใช้ทุนสำรองของประเทศเพิ่มขึ้น จนทุนนั้นร่อยหรอลงอีกทั้งที่มีไม่มากอยู่แล้ว และอัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในอัตราสูงกว่าเป้า การตั้งอัตราแลกเปลี่ยนและควบคุมเงินตรานั้น นำไปสู่การบิดเบือนทางเศรษฐกิจมากขึ้น จากการใช้ตลาดมืดอย่างกว้างขวาง เพราะมันเป็นทางเดียวที่ภาคเอกชนจะหาเงินตราต่างประเทศได้

ในขณะเดียวกัน รัฐบาลสูญเสียความศรัทธาไปมาก เนื่องจากพยายามปิดบังภาวะเงินเฟ้อที่แท้จริง โดยการใช้วิธีผิดๆ คิดอัตราเงินเฟ้อ เมื่อนักวิจัยใช้วิธีที่ถูกต้องคำนวณออกมาปรากฏว่า อัตราเงินเฟ้อที่แท้จริงสูงถึงร้อยละ 25 หรือราว 2 เท่าของอัตราของรัฐบาล การนำเอาความจริงมาเสนอเช่นนั้น ทำให้รัฐบาลไม่พอใจ และพยายามทำโทษนักวิจัยดังกล่าว

คงเป็นที่รับรู้กันอยู่แล้วว่า เรื่องราวของอาร์เจนตินามีความเป็นมาอันยืดยาว ประเทศเคยมีรายได้และระดับการพัฒนาไม่ต่ำกว่าประเทศก้าวหน้า เช่นแคนาดาและฝรั่งเศส แต่เนื่องจากเศรษฐกิจและการเมืองอยู่ในกำมือของเศรษฐีที่ดินเพียงกลุ่มเดียว นโยบายจึงมุ่งไปที่ผลประโยชน์ของคนกลุ่มเล็กๆ นั้น เป็นที่ตั้งจนกระทั่งพวกเขาถูกโค่นลงด้วย นักการเมืองที่ใช้นโยบายประชานิยมแบบเลวร้าย นโยบายนั้นมีผลทำให้อาร์เจนตินาล้มละลายหลายต่อหลายครั้ง อีกทั้งยังปลูกฝังให้ชาวอาร์เจนตินาส่วนใหญ่อยากได้ของเปล่าจากรัฐบาล โดยไม่ต้องทำงานเอง รัฐบาลที่ผ่านๆ มา ส่วนใหญ่จึงมักใช้นโยบายแนวสังคมนิยมแบบเข้มข้น เพื่อเอาใจประชาชนอย่างต่อเนื่อง

การใช้นโยบายแนวสังคมนิยมแบบเข้มข้น มิใช่สิ่งเลวร้ายหากรัฐบาลมีรายได้เพียงพอเช่นเดียวกับประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวีย แต่รัฐบาลอาร์เจนตินามักมีรายได้ไม่พอ จึงใช้วิธีปิดงบประมาณด้วยการหยิบยืมส่งผลให้อาร์เจนตินาล้มลุกคลุกคลานมานาน การควบคุมตลาดเงินตราและการใช้อัตราแลกเปลี่ยนแบบตายตัว กับการทำโทษนักวิจัยเป็นมาตรการจำพวกสายตาสั้นที่ไม่มีผลดี ด้วยเหตุนี้รัฐบาลใหม่จึงยกเลิกการตั้งอัตราแลกเปลี่ยนเพียงสัปดาห์เดียว หลังจากเข้ารับงาน หากรัฐบาลทำตามคำมั่นสัญญาในตอนหาเสียง นโยบายจะเปลี่ยนไปในทางลดความเข้มข้นของระบบสังคมนิยมลงอย่างมีนัยสำคัญ

เหตุการณ์ที่สอง เกิดขึ้นในเวเนซูเอลา ซึ่งเศรษฐกิจตกอยู่ในสภาพทรุดกับทรุดติดต่อกันมาเป็นเวลานาน ในการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาปรากฏว่าฝ่ายค้านชนะฝ่ายรัฐบาลแบบเบ็ดเสร็จ เวเนซูเอลาต่างกับอาร์เจนตินาในแง่ที่มีน้ำมันปิโตรเลียมมากที่สุดในโลก และเคยผลิตขายได้มากที่สุด แต่รายได้มหาศาลจากการขายน้ำมันถูกใช้แบบสุรุ่ยสุร่ายเพื่อเอาใจประชาชน โดยปราศจากการปูทางเพื่อสร้างฐานเศรษฐกิจที่มั่นคง

ทุกครั้งที่ราคาน้ำมันลดลงอย่างมาก เวเนซูเอลาประสบปัญหาชักหน้าไม่ถึงหลังทันที สภาพเช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก แต่รัฐบาลและชาวเวเนซูเอลาดูจะไม่ได้เรียนรู้อะไร แนวนโยบายจึงไม่เปลี่ยน

รัฐบาลปัจจุบัน ซึ่งสืบทอดอำนาจติดต่อกันมาเกินกว่า 16 ปี ใช้ระบบสังคมนิยมแบบเข้มข้น รวมทั้งนโยบายขายน้ำมันให้ประชาชนด้วยราคาใกล้ให้เปล่าที่ราว 70 สตางค์ต่อลิตร เศรษฐกิจที่ทรุดกับทรุดส่งผลให้สภาพสังคมเลวร้ายลงไปเรื่อยๆ ชาวเวเนซูเอลาคงคิดว่า ถ้าเลือกฝ่ายต่อต้านรัฐบาลเข้าไปในรัฐสภา ปัญหาจะทุเลาลง

เหตุการณ์ที่สาม เป็นการเปิดเที่ยวบินพาณิชย์ระหว่างคิวบากับสหรัฐ หลังตัดสัมพันธ์กันมากว่า 50 ปี การรื้อฟื้นความสัมพันธ์เป็นสัญญาณที่บ่งชี้ว่าคิวบายอมรับแล้วว่า ระบบคอมมิวนิสต์อันเป็นสังคมนิยมแบบสุดขั้วนั้น ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง คิวบาน่าจะยอมรับมานานแล้ว แต่ไม่ทำเพราะมิจฉาทิฐิ

เหตุการณ์เหล่านั้นมีผู้มองว่า ละตินอเมริกากำลังจะละทิ้งแนวนโยบายที่สร้างปัญหามาอย่างต่อเนื่อง แต่นั่นอาจเป็นการด่วนสรุป ในอาร์เจนตินานิสัยการอยากได้ของเปล่าที่นโยบายประชานิยมแบบเลวร้าย ทำให้เกิดขึ้นยังมิได้หายไปไหน แม้แต่รัฐบาลทหารยังต้องใช้นโยบายที่มีการให้ของเปล่า ก่อนจะถึงการเลือกตั้งประธานาธิบดีในอีก 4 ปีข้างหน้า หลายอย่างจะเปลี่ยนไป ถ้าจะให้ฟันธงตรงนี้ว่า ชาวอาร์เจนตินาจะเลือกพรรคที่เพิ่งหมดอำนาจไปให้กลับมาอีกเพราะพรรคนั้นมีนโยบายให้ของเปล่ามากกว่า

ในเวเนซูเอลา ณ วันนี้ รัฐบาลยังไม่มีทีท่าว่า จะเปลี่ยนนโยบายไปในแนวที่รับความเป็นจริง โดยลดความเข้มข้นของสังคมนิยมลงให้อยู่ภายในกรอบของรายได้จากการขายน้ำมัน และการเก็บภาษี รัฐบาลคงอ่านสถานการณ์ว่าถ้าทำเช่นนั้น ชาวเวเนซูเอลาไม่น่าจะยอมรับ เนื่องจากผลประโยชน์ที่ตนเคยได้จะลดลงฉะนั้น รัฐบาลจะไม่เปลี่ยนทิศทาง

คิวบาเป็นประเทศเดียวที่จะเปลี่ยนไป และมีอนาคตที่สดใสขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ด้วยปัจจัยหลายอย่างนำโดยรายได้จำนวนมาก ที่จะเกิดจากนักท่องเที่ยวที่จะทะลักเข้าไป และการลงทุนใหม่ที่จะเริ่มจากในภาคนี้ อย่างไรก็ดี คิวบาเล็กเกินไปที่จะฉุดให้ละตินอเมริกาทั้งทวีปเปลี่ยนทิศทาง