มุมมองที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ

มุมมองที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ

ตำราการบริหารมุ่งเน้นให้ผู้บริหารพยายามทำให้ทุกคนมองเห็นความสำเร็จเหมือนๆ กัน จนดูเหมือนองค์กรกลายเป็น

ที่รวมของเครื่องจักรที่ก้มหน้าก้มตาทำงานให้บรรลุความสำเร็จนั้น ทุกคนต้องมุ่งไปสู่ความสำเร็จในรูปแบบเดียวกัน คือความสำเร็จขององค์กรเท่านั้น ถ้าลองมองในอีกมุมมองหนึ่งว่า องค์กรคือที่รวมของคนที่มีเป้าหมายชีวิตเหมือนกันบ้าง ต่างกันบ้าง แต่มาช่วยกันทำให้เกิดความสำเร็จอะไรสักอย่างหนึ่งขึ้นมา ซึ่งความสำเร็จร่วมกันนั้นมาจากการที่ทุกคนมุ่งหน้าทำงานตามเป้าหมายชีวิตของแต่ละคน และบนเส้นทางสู่ความสำเร็จของแต่ละคนนั้น ยังได้ก่อให้เกิดความสำเร็จขององค์กรได้ด้วย ทำงานสานฝันของฉัน แต่งานการที่ฉันทำนั้นมีอานิสงส์ไปถึงความสำเร็จขององค์กรแถมไปด้วย ถ้าฉันได้ที่ฉันอยากได้ องค์กรก็ได้ด้วย ฟังแล้วเหมือนคนเห็นแก่ตัว แต่งานวิจัยกลับพบว่าคนที่ทำงานด้วยมุมมองแบบนี้มีโอกาสทำงานสำเร็จสูงกว่า คนที่มององค์กรเป็นแค่ที่รวมของเครื่องจักร

ผู้บริหารบางคนเห็นพนักงานทำงานไป หัวเราะไป ก็กล่าวหาว่าไม่ใส่ใจทำงาน ทั้งๆ ที่ไม่ได้ดูว่าคนที่หัวเราะไปทำงานไปคนนั้น มีผลงานมากกว่าคนหน้าดำคร่ำเครียด ก้มหน้าก้มตาประหนึ่งว่า ตั้งอกตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่ ลองเปลี่ยนมุมมองสักนิดว่า การงานไม่จำเป็นต้องทำงานด้วยท่าทางคร่ำเครียดจึงจะประสบความสำเร็จ แล้วคิดอย่างจริงจังหาทางว่าจะทำงานนั้นอย่างมีความสุขได้อย่างไร หรืออย่างน้อยที่สุดคือคิดหาทางทำงานของเรา โดยไม่ทำให้ใครคนอื่นต้องคร่ำเครียด ลองทำตัวให้สำคัญน้อยลงสักนิด ย้ายโฟกัสจากความสำคัญของตนเองไปโฟกัสคนอื่นดูบ้าง ท่านจะได้เห็นหลายอย่างที่ท่านไม่เคยได้เห็นได้ทราบมาก่อน ย้ายโฟกัสแล้วก็อดทนฟังให้มากกว่าเดิมสักหน่อย และฟังอย่างเปิดหูเปิดตา ไม่ใช่เลือกฟัง เลือกโฟกัสเฉพาะคนที่ฉันอยากฟังเท่านั้น

ทุกองค์กรต้องพบกับความเปลี่ยนแปลงอยู่เป็นประจำอยู่แล้ว บ้างก็เป็นการเปลี่ยนแปลงเรื่องใหญ่ บ้างก็เป็นเรื่องเล็ก ดังนั้นถ้ามองว่าการเปลี่ยนแปลงทุกเรื่องทุกอย่างนั้น ล้วนแต่เป็นภัยคุกคามต่อความสำเร็จในการงาน แต่ละวันก็ไม่เป็นอันทำอะไรแล้วนอกจากหาทางป้องกันไม่ให้มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ซึ่งก็จะเป็นความพยายามที่ไร้ผล ทางที่ดีคือชวนให้คนที่ทำงานร่วมกันอยู่นั้นลองขยับเป้าหมายในชีวิตของพวกเขาให้สอดคล้องการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ดีกว่าเอาเรี่ยวแรงที่เหลืออยู่มาปักหลักสู้กับการเปลี่ยนแปลง อย่ามองไปข้างหน้าด้วยความหวาดกลัวนานาประการ แต่มองไปข้างหน้าอย่างมีวิสัยทัศน์ มองให้เห็นอะไรที่คนอื่นไม่เห็นในการเปลี่ยนแปลงนั้น

คนอื่นเห็นแค่จำนวนเงินที่ประมูลคลื่นความถี่ 3G หรือ 4G เราเห็นพันธมิตรธุรกิจการจากประมูลคลื่นความถี่ ถ้ามองไปข้างหน้าเพื่อหาทางรักษาเก้าอี้ มากกว่า จะมองหาโอกาสที่คนอื่นยังไม่เห็น ก็ไม่แตกต่างไปจากเดินปิดตาข้างเดียว อนาคตไม่ใช่ภัยคุกคาม อนาคตคือโอกาส อนาคตต้องพบกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ถ้ามองด้านที่น่าหวาดกลัวก็คิดแต่ว่าการงานในปัจจุบันของฉันจะสู้แล้ง สู้พายุได้อย่างไร แต่ถ้ามองเป็นโอกาสก็อาจคิดได้ว่าบริการใหม่ๆ ภายใต้การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศมีอะไรบ้าง

ในส่วนมุมมองที่มีต่อเทคโนโลยีนั้น อย่ามองว่าจะใช้เทคโนโลยีมาช่วยงานอะไรของเราได้บ้าง แต่ให้มองใหม่ว่าเราจะใช้ประโยชน์จากเวลาที่เราได้คืนมาจากที่นำเทคโนโลยีนั้น มาช่วยงานบางส่วนไปแล้วนั้นได้อย่างไร เราจะใช้เวลาที่ได้คืนมานั้นคิดสร้างสรรค์อะไรขึ้นมาได้บ้าง หน่วยงานระดับชาติหน่วยงานหนึ่งเดิมจดบันทึกการประชุม โดยไม่มีเครื่องมือไอทีอื่นใดมาช่วย นอกจากเครื่องบันทึกเสียงและคอมพิวเตอร์ที่ราคาไม่มากนัก

ผู้บริหารนั้นลงทุนนับล้านซื้อหาระบบคอมพิวเตอร์ มาช่วยจดบันทึกรายงานการประชุม แต่พอมีเทคโนโลยีใหม่มาช่วยทำงาน คนที่เคยจดบันทึกการประชุมแทนที่จะใช้เวลาไปคิดสร้างสรรค์ต่อไปว่า เมื่อจดประชุมแบบอัตโนมัติได้แล้ว พวกเขาควรจะไปช่วยสร้างสรรค์สิ่งใดที่จะช่วยให้การประชุมนั้นมีประสิทธิผลมากขึ้น พวกเขากลับเลือกที่จะทำหน้าที่คล้ายกับที่เดิมเคยทำอยู่ เพียงแต่เปลี่ยนจากฉันจดเอง ตรวจเอง เป็นคอมพิวเตอร์จด ตัวฉันคอยตรวจ การงานก็ไม่ได้เร็วขึ้น ผู้คนทำงานก็ไม่ได้น้อยลง

ถ้าอยากมีมุมมองที่นำไปสู่ความสำเร็จต้องไม่จำเจอยู่กับภาพความล้มเหลวเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่เกิดขึ้น ไม่ว่ากับตนเองหรือผู้อื่น การจมอยู่กับความล้มเหลวตีกรอบมุมมองให้แคบลง เห็นแต่ความล้มเหลวของคนนั้นจนไม่หาทางได้ประโยชน์อะไรจากคนนั้นได้เลย ซึ่งไม่มีใครในโลกที่ล้มเหลวไปทุกเรื่อง ล้มเหลวทั้งชาติ ลองมองข้ามความล้มเหลวของเขา ไปจนเห็นความสำเร็จอะไรสักอย่างหนึ่งที่เขามีอยู่ วันหน้าเราอาจได้ประโยชน์จากความสำเร็จเล็กน้อยๆ ของคนนั้นได้ เราอาจได้แรงสนับสนุนจากคนที่คนอื่นไม่เห็น เราอาจได้ทางเลือกในเส้นทางที่ไม่มีใครยอมมองได้

มุมมองที่สำคัญต่อความสำเร็จอีกอย่างหนึ่ง คือมองว่าการบริหารจัดการนั้นเป็นบริการสำหรับคนร่วมงาน ไม่ใช่อำนาจสำหรับการควบคุม คนร่วมงานคือเพื่อนร่วมงาน ไม่ใช่ลูกไล่ไว้ไล่ต้อนไปนั่นไปนี่ได้ตามอำเภอใจ บทบาทสำคัญของคนที่เป็นผู้บริหารคือบริการให้ทุกคนทำงานให้สานฝันสู่ความสำเร็จที่พึงปรารถนาได้ แล้วความสำเร็จเหล่านั้นจะกลายมาเป็นความสำเร็จขององค์กรในที่สุด ถ้ามองผู้ร่วมงานด้วยมุมมองแห่งความสำเร็จ และมุมมองของการบริการ โอกาสที่การงานจะสำเร็จย่อมมีมากกว่า ถ้ามองอะไรก็เห็นแต่ความล้มเหลวอยู่ข้างหน้า มองเห็นแต่ว่าจะควบคุมคนนั่นคนนี้อย่างไร ท่านว่าให้เลิกทำงานทำการไปเสียเลยจะดีกว่า