“อัลบัมลับ” กับ เจ้าหนุ่มโอหัง

“อัลบัมลับ” กับ เจ้าหนุ่มโอหัง

ปลายเดือนที่แล้ว ผมเล่าเรื่องชายหนุ่มที่คนทั้งอเมริการังเกียจที่สุด และผมไม่คิดว่าจะต้องกลับมาพูดถึงนายคนนี้อีก

แต่เรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อสัปดาห์ก่อน ทำให้ต้องมีภาคสองครับ 

ใช่แล้ว เจ้าหนุ่มมาร์ติน สเกรลี่ ที่ขึ้นราคายารักษาโรคเอดส์ “ดาราพิม” ของบริษัทตูริ่ง มากกว่า 5,000% เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา จากนั้นก็เข้าไปซื้อบริษัทคาโลไบออส โดยมีแผนการที่จะขึ้นราคายาของบริษัทนี้อีก ทำให้ราคาหุ้นของคาโลไบออส สูงขึ้นมากกว่า 8,000% ในช่วงเวลาเพียง 4-5 วัน เท่านั้น

สัปดาห์ที่ผ่านมา วันที่ 17 ธันวาคม สเกรลี่ถูกตำรวจจับกุมเรียบร้อยแล้วครับ แต่ไม่เกี่ยวกับข้อหาขึ้นราคายาอย่างบ้าระห่ำ กลับเป็นข้อหาที่เกิดจากการกระทำในอดีตของเขาที่ผิดกฎหมายหลักทรัพย์ โดยเจ้าหน้าที่เอฟบีไอระบุว่า สเกรลี่ ได้ใช้สินทรัพย์ของบริษัท Retrophin ที่เขาเคยเป็นซีอีโอ ไปชำระหนี้ของกองทุนความเสี่ยงสูง MSBM Capital Management ที่เขาเคยเป็นผู้จัดการกองทุนที่นั่น เป็นการกระทำที่ซับซ้อนในลักษณะคล้ายแชร์ลูกโซ่ มีโทษสูงสุดถึง 20 ปี

สเกรลี่ บอกว่าเจ้าหน้าที่พยายามอ้างข้อกล่าวหาอื่นเพื่อจับกุมเขา เหตุเพราะไม่พอใจเรื่องขึ้นราคายา อย่างไรก็ตาม ทันทีที่ถูกจับกุมเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม บริษัท คาโลไบออส ก็ได้ปลดเขาออกจากตำแหน่งซีอีโอ และเขาก็ต้องลาออกจากตำแหน่งซีอีโอ ของบริษัทตูริ่ง ในวันต่อมาอีกด้วย

สเกรลี่ อ้างว่า ธุรกรรมที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่ซับซ้อนในทางบัญชี แต่เอฟบีไอไม่เข้าใจบัญชีลึกซึ้งพอ จึงมากล่าวโทษเขา อย่างไรก็ตามเมื่อดูรูปการแล้ว สเกรลี่ คงจะต้องเผชิญวิบากกรรมต่อไปอีกนานทีเดียว และโอกาสเข้าซังเต ก็มีค่อนข้างสูง แต่เรื่องราวที่มีสีสันอีกมุมหนึ่งซึ่งเกี่ยวกับเขา และไม่เกี่ยวอะไรโดยตรงกับการขึ้นราคายา หรือแชร์ลูกโซ่ ก็คือเรื่อง อัลบัมเพลง ของศิลปินฮิบฮอบยอดนิยม ที่มีชื่่อวงว่า “Wu-Tang Clan”

เมื่อปี คศ 1983 ภาพยนตร์จีนเรื่อง “เส้าหลินกับวู๋แตง” (Shaolin and Wu Tang) ได้ออกสู่สายตาผู้ชม ในบรรดาผู้ชื่นชอบภาพยนตร์เรื่องนี้ มีศิลปินฮิบฮอบชาวอเมริกันกลุ่มหนึ่งรวมอยู่ด้วย ศิลปินกลุ่มนี้ได้ตั้งวงดนตรีขึ้นมา แล้วให้ชื่อวงว่า “Wu-Tang Clan”

Wu-Tang Clan ออกอัลบัมมาแล้วมากมาย แต่อัลบัมที่ออกเมื่อปีที่แล้วและน่าสนใจที่สุด คงจะเป็น “อัลบัมลับ” ซึ่งบรรจุเพลงใหม่ๆ ที่ร้องโดยศิลปินคณะนี้และผลิตขึ้นมาเพียง “ชิ้นเดียว” เท่านั้น ขายโดยการประมูลราคา ไม่มึใครรู้ว่าใครเป็นผู้ซื้อ และจนบัดนี้ก็ยังไม่มีใครเคยได้ฟังเพลงในอัลบัมนี้เลย รู้แต่ว่าอัลบัมลับนี้ ราคาแพงลิบลิ่ว

อัลบัมชุดนี้ มีชื่อว่า “กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ที่เส้าหลิน” (Once Upon a Time in Shaolin) ปกอัลบัมออกแบบพิเศษงดงาม ดูมีคุณค่าอย่างยิ่ง เป็นวิธีการที่แหวกแนวอีกอย่างหนึ่งในการขายอัลบัมราคาแพงให้แก่นักสะสม โดยมีสัญญาผูกพันระหว่างผู้ชนะการประมูล กับศิลปิน ไว้อย่างรัดกุม เช่น ผู้ซื้อจะต้องไม่เผยแพร่เพลงในอัลบัมชุดนี้ต่อสาธารณชนในเชิงพาณิชย์ เป็นเวลานานถึง 88 ปี และศิลปินจะสามารถเรียกสิทธิกลับคืนได้เมื่อไรและอย่างไร เป็นต้น แง่มุมแปลกใหม่เหล่านี้ เรียกความสนใจจากสังคมและวงการธุรกิจดนตรี ได้มากทีเดียว

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อการประมูลอัลบัมลับ ปรากฏเป็นข่าวว่าผู้ชนะการประมูลได้จ่ายเงินถึง US$ 2,000,000 ก็ยิ่งได้รับกระแสความสนใจอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งได้ถูกเปิดเผยออกมาเมื่อวันที่ 9 ธันวาคมนี้เอง ว่า ผู้ซื้อก็คือ มาร์ติน สเกรลี่ บุคคลที่น่ารังเกียจที่สุดในอเมริกา คนนี้นี่แหละ

แน่นอนว่าเมื่อถูกดำเนินคดีด้วยข้อหากระทำความผิดตามกฎหมายหลักทรัพย์ และมีโทษจำคุกสูง สเกรลี่ก็ต้องว่าจ้างทนายความ เขาเลือกใช้ทนายความชั้นดีที่เคยใช้มาเป็นประจำ ชื่อว่านาย Harland Dorrinson

ความสนุกเกิดขึ้นตรงนี้แหละครับ เพราะนาย Dorrinson ได้ประกาศหน้าตาเฉยว่า เขาจะเพิ่มค่าบริการ ที่คิดจากสเกรลี่ จากชั่วโมงละ US$ 1,200 เป็นชั่วโมงละ US$ 60,000 หรือเพิ่มขึ้น 5,000%......ทันที!

ก็เท่ากับการขึ้นราคายามหาโหด ที่สเกรลี่ เคยทำไว้นั่นแหละครับ ตรงนี้คงแปลได้อย่างเดียวว่า ทนายความคนนี้ ก็ร่วมเกลียดชัง สเกรลี่ ไปพร้อมกับคนอเมริกันทั้งประเทศด้วยแล้ว เขาจึงปรับราคาค่าบริการประชด ด้วยตัวเลขเดียวกัน ทำให้สเกรลี่ ถึงกับ “สะอึก” ไปเลยทีเดียว เพราะไอ้ที่ได้ทำอะไรไว้นั้น วันนี้ได้รับผลกลับคืนมา ตามลำดับ

นาย Dorrinson บอกว่า ค่าทนายที่เขาคิดเพิ่มขึ้น 5,000% นั้น ไม่เห็นจะแพงอะไรเลย “ถ้าเทียบกับราคาอัลบัมลับของวู๋แตงแคลน ที่ สเกรลี่ กล้าจ่ายถึง US$ 2,000,000 (70 ล้านบาท)” (แถมสเกรลี่บอกว่า ยังไม่เคยเปิดเพลงจากอัลบัมลับนี้ฟังเลย ด้วยซ้ำไป!)

สเกรลี่ ทำกรรมอะไรไว้ วันนี้เริ่มชดใช้กรรมแล้ว แม้ทนายความของตนเอง ก็ยังหวนกลับมาเล่นงานแบบนี้ เป็นบทพิสูจน์คำสอนที่ว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ผมเชื่อว่าขณะนี้ “ชมรมผู้รังเกียจนายสเกรลี่” คงรู้สึกคล้ายกันว่า..... สะใจจริงๆ

ล่าสุด เมื่อเช้าวานนี้เอง (24 ธค) ก็มีรายงานจากบริษัทคาโลไบออส ว่าบริษัทกำลังจะถอนตัวออกจากตลาดหลักทรัพย์ในวันที่ 30 ธันวาคมนี้ นอกจากนั้น ซีอีโอ ที่มารักษาการแทน สเกรลี่ เพียงไม่กี่วัน รวมทั้งผู้สอบบัญชี ก็ถอดใจลาออกพร้อมกัน และบริษัทอาจจะไปไม่รอด ในเร็วๆนี้ 

สรุปว่า สิ่งใดที่ผิด มันจะกลายเป็นถูก ไม่ได้หรอกครับ