การปรับโครงสร้างเป็นสิ่งจำเป็น

การปรับโครงสร้างเป็นสิ่งจำเป็น

การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภาครัฐ ดำเนินไปอย่างเต็มที่

 แม้เข้าใกล้ช่วงสิ้นปี นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่าผลงานในการบริหารงานเศรษฐกิจช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา สามารถหยุดยั้งการชะลอตัว และป้องกันภาวะทรุดตัวทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงไม่ให้เกิดขึ้น พร้อมคาดว่าในไตรมาสสุดท้าย เศรษฐกิจจะขยายตัวได้ประมาณ 2.9% และสามารถทำให้ความเชื่อมั่นกลับมาได้

นายสมคิดแจกแจงว่าเป้าหมายสำคัญคือการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ทั้งอุตสาหกรรม การเกษตร และการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงานของภาครัฐให้เอื้อต่อการประกอบธุรกิจมากขึ้น มาตรการที่ออกมาก่อนหน้านี้ เช่น มาตรการสินเชื่อกองทุนหมู่บ้าน การปล่อยสินเชื่อให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี หรือมาตรการช่วยเหลือภาคอสังหาริมทรัพย์ ไม่ใช่นโยบายประชานิยม เพราะเป็นนโยบายที่ช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม โดยสิ่งที่กำลังขับเคลื่อนคือนโยบายประชารัฐ ซึ่งแตกต่างจากประชานิยมอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากประเทศไทยต้องการสร้างความสมดุล ระหว่างการเติบโตจากภายนอกและภายในประเทศ สร้างการเติบโตจากท้องถิ่นขึ้นมา

สำหรับการทำงานในปี 2559 นายสมคิดระบุว่าจะเห็นบทบาทของกระทรวงเศรษฐกิจต่างๆ ทำงานในเชิงรุกมากขึ้น เพื่อให้เห็นผลในด้านต่างๆ เป็นรูปธรรม เช่น การเร่งรัดโครงการรถไฟและระบบราง การจัดตั้งซุปเปอร์โฮลดิ้ง เพื่อกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ การเจรจาการค้าระหว่างประเทศที่เข้มข้น ซึ่งเชื่อว่าเมื่อสามารถทำงานได้ตามเป้าหมาย และจะทำให้ไทยกลับมาผงาดทางเศรษฐกิจเป็นเสือแห่งเอเชีย

การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจหรือการจัดวางทิศทางพัฒนาของประเทศ ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องมีการทบทวนและจัดทำเพื่อให้เข้ากับสภาพการณ์ต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศที่เปลี่ยนไปตามกาลเวลา เรื่องนี้เศรษฐกิจที่ใหญ่อันดับ 2 ของโลกอย่างจีน ตระหนักดี เพราะกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ที่เรียกว่า “นิว นอร์มัล” หรือการที่เศรษฐกิจไม่ได้เติบโตแบบพรวดพราด แต่เน้นที่คุณภาพและความยั่งยืน โดยหนึ่งในแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจจะมาจากด้านนวัตกรรม แทนที่การส่งออกและการลงทุน

การปรับเปลี่ยนของจีนมีขึ้นหลังจากความโดดเด่น ในฐานะจุดหมายปลายทางของอุตสาหกรรมการผลิต ลดน้อยถอยลงไป เมื่อต้นทุนค่าแรงในประเทศเพิ่มขึ้น แต่จุดด้อยดังกล่าวได้รับการชดเชยจากความสำเร็จของจีน ในการดึงดูดโครงการลงทุนมูลค่าสูง อย่างโครงการต่างๆ เกี่ยวเนื่องกับการวิจัยและพัฒนา สำหรับประเทศที่มีการจัดวางแนวทางด้านการพัฒนาอย่างดีอีกประเทศหนึ่งอย่างเกาหลีใต้ ก็เผชิญการท้าทายเช่นกัน และวางแผนระยะสั้นสำหรับปีหน้า ในรูปของการคงท่าทีนโยบายผ่อนคลายต่อไปเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวอันเปราะบางทางเศรษฐกิจ ในช่วงที่การส่งออกแสดงสัญญาณว่าอาจซบเซาไปอีกนาน และต้องอาศัยการบริโภคภาคเอกชน ในการประคองเศรษฐกิจ

เห็นได้ชัดเจนว่านอกจากการจัดวางแนวทางทั้งระยะสั้นในการกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว การปรับโครงสร้างเพื่อวางยุทธศาสตร์การพัฒนาของประเทศในระยะยาว เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง ไม่เช่นนั้นคงไม่อาจต้านทานกระแสการแข่งขันที่เชี่ยวกรากในเวทีโลก และการเปลี่ยนแปลงที่ดำเนินไปอย่างรวดเร็วได้