มองเศรษฐกิจปี 2016

มองเศรษฐกิจปี 2016

ในปี 2016 เหตุการณ์ต่างๆที่มีความสำคัญกำลังจะเกิดขึ้นมีอยู่อย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งในสหรัฐอเมริกา

และไต้หวัน แผนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับใหม่ของจีนเพิ่งเริ่มต้น การแข่งขันโอลิมปิกที่บราซิล และที่สำคัญการทำประชามติว่าอังกฤษจะยังต้องการอยู่ในสหภาพยุโรปหรือไม่

หากมองดูในภาพรวมแล้ว เศรษฐกิจโลกในปีหน้าน่าจะเติบโตด้วยอัตราที่สูงกว่าปี 2015 อย่างไรก็ดี จากประเมินของกองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือไอเอ็มเอฟ พบว่าอัตราการเติบโตของจีดีพีในปีหน้ายังเติบโตได้แค่ใกล้เคียงค่าเฉลี่ยในอดีตเพียงเท่านั้น
โดยในภาพใหญ่ที่น่าจะเป็นไปได้ คือ เศรษฐกิจจีนจะชะลอตัว ส่วนเศรษฐกิจสหรัฐก็ยังเติบโตได้ดีกว่าประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ ด้วยการที่อุปสงค์ของโลกชะลอตัวลง อัตราดอกเบี้ยและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ก็ยังมีแนวโน้มอยู่ในระดับที่ต่ำ เส้นทางของนายธนาคารกลางชาติใหญ่ๆจะเริ่มเดินกันคนละทาง โดยนางเจเน็ต เยลเลน ประธานธนาคารกลางสหรัฐ เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย ส่วนนายมาริโอ ดรากิ และ นายฮารูฮิโกะ คูโรด้า ประธานธนาคารกลางยุโรปและญี่ปุ่นตามลำดับ จะเพิ่มมาตรการการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบายการเงิน ส่งผลให้เกิดการเก็งกำไรในตลาดการเงินและตลาดอัตราแลกเปลี่ยนได้สูงขึ้น

ตัวแปรที่สำคัญที่สุดในปีหน้า ได้แก่ เศรษฐกิจจีน ด้วยอัตราการเติบโตของจีดีพีที่ลดต่ำกว่าร้อยละ 7 ในไตรมาสที่ 3 ในปี 2015 นับเป็นครั้งแรกตั้งแต่วิกฤตการเงินโลกในปี 2008-09 ส่งผลให้เกิดการชะลอตัวของการส่งออกของสำหรับประเทศกำลังพัฒนาที่พึ่งพากำลังซื้อของชาวจีน อาทิ บราซิล ชิลี อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม รวมถึงไทยด้วย อย่างไรก็ดี ในรอบนี้ ทางการจีน ตั้งใจให้เศรษฐกิจของตนเองค่อยๆ เติบโตช้าลงเพื่อเปลี่ยนรูปแบบพื้นฐานเศรษฐกิจของตนเองจากการพึ่งพาการลงทุน ภาคอุตสาหกรรม และการส่งออกเป็นตัวขับเคลื่อน ให้กลายมาเป็นเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนโดยภาคบริการ การบริโภค และนวัตกรรม เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนและสอดคล้องกับโครงสร้างเศรษฐกิจและประชากรในวันนี้ของตนเอง

อย่างไรก็ดี ราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับต่ำในตอนนี้ ถือเป็นปัจจัยบวกที่พอจะหนุนเศรษฐกิจในปี 2016 ได้พอสมควร แม้ราคาน้ำมันที่ต่ำจะส่งผลเสียต่อกลุ่มประเทศที่ส่งออกน้ำมัน อาทิ รัสเซียและกลุ่มประเทศโอเปก ทว่าเป็นผลดีต่อประเทศส่วนใหญ่ของโลก ไม่ว่าจะเป็นละตินอเมริกา แอฟริกา เอเชีย รวมถึงจีน แม้จะส่งผลดีต่อสหรัฐไม่มากเนื่องจากสัดส่วนการบริโภคน้ำมันของประชาชนคิดต่อค่าใช้จ่ายรวมจะไม่สูงมากก็ตามที อย่างไรก็ดี ราคาน้ำมันเป็นสิ่งที่คาดการณ์ล่วงหน้าได้ค่อนข้างยาก จึงทำให้เกิดความไม่แน่นอนว่าปัจจัยบวกดังกล่าวจะอยู่กับเศรษฐกิจโลกไปอีกนานเพียงใด

โดยหากพิจารณาจากภาพใหญ่แล้ว ในปี 2016 เศรษฐกิจสหรัฐกำลังจะเปลี่ยนจากเศรษฐกิจที่ดำเนินตามผลพวงจากวิกฤตการเงินโลกที่ตนเองเป็นต้นเหตุมาสู่การเติบโตแบบที่ใกล้เคียงกับภาวะปกติแบบช้าๆ ด้วยการจ้างงานที่ค่อยๆ เติบโตขึ้น และการใช้จ่ายของคนรุ่นหนุ่มสาวที่ค่อยๆ แยกครอบครัวมาซื้อบ้านเป็นของตนเอง บริษัทที่ใช้โรงงานและเครื่องจักรในช่วงเกือบ 10 ปีก่อนเกิดวิกฤติ น่าจะได้เวลาที่จะทยอยอัปเกรดปัจจัยการผลิตดังกล่าว การขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟดในครั้งแรกที่เพิ่งเกิดขึ้น อาจจะถือเป็นจุดเริ่มต้นของเศรษฐกิจยุคหลังวิกฤติการเงินโลก หรืออาจจะมีพลิกล็อคที่เฟดต้องกลับมาลดดอกเบี้ยใหม่ในปีหน้าก็ต้องรอดูกัน

ในส่วนของยุโรปและญี่ปุ่นนั้น ที่รอจังหวะที่เฟดขึ้นดอกเบี้ยมานาน จะกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยนโยบายการเงิน เพื่อให้ผลของมาตรการกระตุ้นดังกล่าวได้ผลอย่างเต็มที่จากช่องทางของการอ่อนลงของอัตราแลกเปลี่ยน โดยทั้งสองประเทศ ยังคงจะได้รับแรงกดดันทางเศรษฐกิจในอนาคตผ่านปัญหากรีซและการต่อต้านของการปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจจากผู้เสียประโยชน์ตามลำดับ

โดยสรุป ปี 2016 น่าจะเป็นปีที่เศรษฐกิจไม่เลวร้ายมากแต่ก็ไม่หรูเริ่ดเช่นกัน โดยควรต้องจับตาเศรษฐกิจจีนและสหรัฐว่าจะเป็นอย่างไรครับ

หมายเหตุ หนังสือเล่มล่าสุดด้านการลงทุนด้วยข้อมูลเชิงมหภาคของผู้เขียน “เล่นหุ้นในไทย รวยไกลรอบโลก” วางจำหน่ายทั่วประเทศ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ได้ที่ www.facebook.com/MacroView และ LINE ID: MacroView ครับ