มาส่งความสุขให้กับสมองกันเถอะ

มาส่งความสุขให้กับสมองกันเถอะ

ใกล้ปีใหม่เราก็มักจะส่ง ส.ค.ส.หรือส่งความสุขให้แก่กันและกัน ดังนั้นสัปดาห์นี้เรามาหาวิธีส่งความสุขให้กับสมอง

ของเราบ้างนะครับ แทนที่จะส่งให้กับแต่ผู้อื่นเพียงอย่างเดียว โดยคุณ Alex Korb ซึ่งเป็นนักประสาทวิทยา (Neuroscience) เขาได้เขียนหนังสือไว้เล่มหนึ่งชื่อ Upward Spiral ที่เขียนถึงผลการวิจัยและทดลองต่างๆ ทางประสาทวิทยาว่าจะทำให้เราออกจากความทุกข์และมีความสุขได้อย่างไร ผมเลยขอนำบางประเด็นที่น่าสนใจมาช่วยให้ท่านผู้อ่านส่งความสุขให้กับสมองของท่านกันดูนะครับ

เริ่มจากการฟังเพลงจากช่วงที่มีความสุขในชีวิต ท่านผู้อ่านลองสังเกตดูนะครับว่า ในแต่ละช่วงชีวิตของเรา มักจะมีเพลงๆ หนึ่งหรือหลายๆ เพลงที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับช่วงเวลาดังกล่าว ทำให้ประโยชน์อย่างหนึ่งของเพลง คือทำให้เราสามารถรำลึกได้ ถึงเหตุการณ์ หรือสภาวะแวดล้อมที่เราเคยฟังเพลงๆ นั้น และยิ่งถ้าช่วงเวลานั้นเป็นอดีตที่มีความสุข การได้ฟังเพลงที่ทำให้เราย้อนเวลาและคิดถึงช่วงเวลาของความสุขในช่วงดังกล่าว ก็จะส่งผลให้สมองของเรามีความสุขขึ้นมาได้

ในเชิงประสาทวิทยาแล้ว เขามีเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า Context dependent memory ดังนั้นถ้าช่วงไหนเป็นช่วงที่มีความสุข การได้ย้อนกลับไปฟังเพลง ที่ได้เคยฟังหรือคุ้นเคยในสมัยนั้น ก็จะช่วยให้เราสามารถเชื่อมกลับไปยังช่วงเวลาแห่งความสุขนั้นได้ เหมือนอย่างที่ขณะที่กำลังนั่งเขียนบทความนี้ ก็นั่งฟังเพลงของ “พี่เต๋อ” และ “Innocent” ไปด้วย และทำให้นึกถึงความสุขในวัยเรียนช่วงมัธยม ท่านผู้อ่านลองดูนะครับว่า การย้อนกลับไปฟังเพลงในช่วงชีวิตที่เรามีความสุขและสนุกนั้น จะพบว่าทำให้เราย้อนรำลึกถึงความสุขและทำให้สมองของเราสุขไปด้วย

นอกจากการฟังเพลงแล้ว การยิ้มก็ส่งผลให้สมองของเรามีความสุขด้วยครับ ทั้งนี้เนื่องจากจริงๆ แล้วสมองเราไม่ได้ฉลาดแบบที่เราคิดเสมอไป หลายๆ ครั้งสมองเราก็ต้องการสัญญาณบางอย่างจากส่วนอื่นๆ ของร่างกายเราเพื่อบ่งบอกให้สมองเกิดปฏิกริยาขึ้นมา ซึ่งนักประสาทวิทยาเขาเรียกลักษณะนี้ว่า Biofeedback ซึ่งเป็นลักษณะที่สมองเราพยายามหาข้อมูลจากส่วนอื่นๆ ของร่างกาย เพื่อที่จะตัดสินใจว่าควรจะรู้สึกหรือคิดอย่างไร

ดังนั้น แทนที่ท่านผู้อ่านจะรอให้ท่านมีความสุข แล้วค่อยยิ้ม ถ้ามองกลับกัน การที่ท่านยิ้ม จะทำให้สมองของท่านรับรู้ผ่านทาง Biofeedback ว่าท่านกำลังมีความสุข ดังนั้นสมองท่านก็จะมีความสุขไปด้วย

คำๆ หนึ่งที่คุณ Alex เขียนในหนังสือเขาคือ Fake it until you make it ซึ่งเขาหมายถึงว่าการยิ้มไปเรื่อยๆ (ทั้งๆ ที่อาจจะไม่ได้มีความสุขมาก) จะทำให้สมองเราเริ่มรับรู้ว่าเรากำลังมีความสุข (เพราะการยิ้มบนใบหน้า) แล้วสุดท้ายสมองจะสั่งการให้เราเกิดความสุขเกิดขึ้นเอง มีงานวิจัยที่ชี้ไว้เลยนะครับว่าการยิ้มนั้น จะทำให้สมองเรามีความสุขพอๆ กับการรับประทานช็อกโกแล็ตเลยทีเดียว (แถมไม่อ้วนด้วย)

ขณะเดียวกัน ถ้าเราหน้าย่น ขมวดคิ้ว ทำหน้าเครียดบ่อยๆ (อาจจะเป็นผู้ที่ขมวดคิ้วเป็นประจำโดยไม่รู้ตัวก็ได้) ก็ทำให้สมองได้รับ Biofeedback เหมือนกันนะครับ นั้นคือสมองเราจะรับรู้ว่าเรากำลังกังวลหรือเครียด กับเรื่องใดเรื่องหนึ่งอยู่ ดังนั้น เราต้องยิ้มเข้าไว้ครับ จะได้ส่งสัญญาณของความสุขไปยังสมองของเราตลอดเวลา

หลังจากฟังเพลงเก่าและยิ้มแล้ว ถ้าท่านผู้อ่านยังรู้สึกว่าความสุขไม่เพียงพอ อีกข้อเสนอแนะจากคุณ Alex คือการตั้งเป้าครับ ผมอ่านตอนแรกก็งงๆ ว่าการตั้งเป้าจะทำให้เรามีความสุขได้อย่างไรจริงๆ แล้วน่าจะกลับกันคือทำให้เครียดเสียมากกว่า แต่ในทางประสาทวิทยาเขาทดลองออกมาแล้ว พบว่าการมีและคิดถึงเป้าหมายแล้ว จะทำให้สมองเราหลังสาร Dopamine ซึ่งทำให้เรารู้สึกดี มีความสุข และมีแรงจูงใจ

ลองสังเกตดูนะครับ เราคงเคยมีช่วงเวลาที่อยู่ไปเรื่อยๆ ทำอะไรไม่คืบหน้า เบื่อๆ เซ็งๆ กันบ้างนะครับ เพื่อแก้ไขสภาวะเบื่อๆ เซ็งๆ นั้น ท่านผู้อ่านไม่ต้องทำอะไรมากครับ เพียงแค่การเริ่มคิดถึงและมีเป้าหมายที่ต้องการบรรลุ หรือทำให้สำเร็จ ก็จะทำให้สมองเราเริ่มหลั่ง Dopamine หรือสารแห่งความสุข และจะทำให้สมองเราเริ่มรู้สึกดีขึ้น และมีความสุขขึ้น

เป้าหมายที่ว่านี้ ไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่ประเภท จะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น หรือจะทำให้โลกสงบขึ้นนะครับ แต่อาจจะเป็นเป้าหมายเล็กๆ ในชีวิตเราทั่วๆ ไป เช่น การจะลดน้ำหนัก ออกกำลังกาย คุมอาหาร หรือการคิดถึงการไปท่องเที่ยว การเตรียมการ จัดกระเป๋า วางแผนการท่องเที่ยว หรือแม้กระทั่งเป้าหมายของการดูละครย้อนหลังที่ค้างไว้ให้จบ หรือการอ่านหนังสือที่ซื้อมาจากงานสัปดาห์หนังสือให้จบ ก็ล้วนแล้วแต่เป็นเป้าท่ีทำให้สมองเรารู้สึกดีและมีความสุขขึ้นมาได้ครับ

ดังนั้น อย่าลืมนะครับเคล็ดง่ายๆ ในการส่งความสุขให้กับสมองเรา ฟังเพลงเก่าๆ ย้อนรำลึกถึงความหลังอันสุข การยิ้ม ไม่ทำหน้าเครียด และ มีเป้าหมาย