รัฐมนตรีต้อง ‘สุจริตเป็นที่ประจักษ์’

รัฐมนตรีต้อง ‘สุจริตเป็นที่ประจักษ์’

ข่าวบอกว่าคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) มีมติว่าคณะรัฐมนตรีใหม่

จะมี 35 คนเท่าเดิม และให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้เลือกตามสูตรเดิมของรัฐธรรมนูญปี 2550

แต่มีเงื่อนไขใหม่ว่าด้วยคุณสมบัติของรัฐมนตรี ต้องเป็นผู้มีความสุจริตเป็นที่ประจักษ์และไม่มีปัญหาเรื่องจริยธรรม

เป็นเกณฑ์ให้นายกฯ พิจารณาโดยยึดหลักการนี้เพื่อให้สังคมยอมรับ ไม่ให้เอานายปอนหรือคนไม่ดีเข้ามาบริหาร

นอกจากนี้ ในกรณีที่รัฐมนตรีถูกตรวจสอบพบว่าไม่สุจริต มีปัญหาด้านจริยธรรม ให้ผู้พบเห็นสามารถร้องเพื่อเข้าสู่กระบวนการให้พ้นจากตำแหน่งได้

เบื้องต้นยืนยันว่า กรธ. กำหนดให้ ส.ส. เป็นรัฐมนตรีได้โดยไม่ต้องลาออกจากตำแหน่ง

อีกข้อหนึ่งคือหลักการหน้าที่ของคณะรัฐมนตรี เพื่อให้ ครม. มีความรับผิดชอบต่อสภาฯและการบริหารตามที่รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 มาตรา 35 กำหนดไว้

คือให้มีกลไกเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน ที่ไม่มุ่งสร้างความนิยมทางการเมือง จนอาจก่อความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจ และกลไกต่อการใช้อำนาจเพื่อประโยชน์ส่วนรวม

ฟังดูแล้วก็อาจจะสร้างความแปลกใจสำหรับผู้พบเห็นไม่น้อย ที่จะต้องระบุในรัฐธรรมนูญว่าคนที่นายกฯ เลือกมาเป็นรัฐมนตรีต้องมีประวัติดี ไม่มีประวัติทุจริตและมีจริยธรรม

เพราะนั่นควรจะเป็นคุณสมบัติพื้นฐานของคนที่นายกฯ จะเลือกมาทำงานทุกตำแหน่งอยู่แล้วมิใช่หรือ?

หรือที่ผ่านมาคนเป็นนายกฯ เลือกคนที่เข้าข่ายน่าสงสัยว่าจะมีประวัติไม่ดีไม่งาม และไม่ชัดเจนเรื่องจริยธรรมมาเป็นรัฐมนตรีบ่อย ๆ จนต้องเขียนสกัดคนอย่างนี้ไว้ในกฎหมายสูงสุดของประเทศ?

ถ้าอย่างนั้นก็ต้องเขียนเพิ่มเติมลงไปว่านายกฯ จะเลือกรัฐมนตรีคนไหนไปอยู่ประจำกระทรวงใด ก็จะต้องมีความรู้ความสามารถด้านนั้น เป็นที่ประจักษ์แก่สังคมด้วยจึงจะครบถ้วนสมบูรณ์

ข้อนี้มีเหตุผล เพราะที่ผ่านมาเราเห็นนักการเมืองได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีทั้ง ๆ ที่ไม่เคยมีประสบการณ์ใด ๆ ที่เกี่ยวกับกระทรวงนั้นเลย แต่นายกฯเลือกให้เป็นเจ้ากระทรวงเพราะเหตุผลอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวกับความรู้ความสามารถ เช่นเป็นนายทุนของพรรคหรือเป็นการตอบแทนทางด้านการเมือง หรือเป็นการฝากฝังจากคนมีพระคุณต่อพรรค หรือตัวนายกฯ เองหรือไม่ก็เป็นเรื่องของ “สมบัติผลัดกันชม

ส่วนเรื่องประวัติต้องไม่ด่างพร้อย ไม่มีเรื่องน่าสงสัยว่าด้วยจริยธรรมหรือผลประโยชน์ทับซ้อนนั้น ไม่เป็นประเด็นสำหรับนักการเมืองเลย หลายคนพอเอ่ยชื่อเท่านั้น ชาวบ้านก็ร้อง “ยี้” กันเซ็งแซ่ แต่ก็ไม่ได้มีผลต่อการตัดสินใจของนักเลือกตั้งที่มาเป็นนักการเมืองภายใต้ข้ออ้างว่าเป็นตัวแทนของประชาชน

เงื่อนไขใหม่ที่ว่ารัฐมนตรีต้องเป็นผู้ “มีความสุจริตเป็นที่ประจักษ์” นั้นน่าสนใจมาก เพราะผู้ที่นายกฯจะเสนอเป็นรัฐมนตรีนั้น จะต้องมีประวัติที่ประชาชนตรวจสอบได้ว่าสุจริต ที่ว่า เป็นที่ประจักษ์ย่อมหมายถึงความเห็นของสาธารณชนโดยส่วนรวม มิใช่เฉพาะของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น

อีกทั้งหากประชาชนมีหลักฐานหรือข้อมูลเกี่ยวกับความประพฤติของใครที่ได้รับการเสนอชื่อ หรือได้ข้อมูลหลังจากได้เป็นรัฐมนตรีแล้ว ก็สามารถจะเสนอให้ดำเนินการตรวจสอบและประเมินคุณสมบัติกันใหม่

นี่ย่อมเป็นมาตรฐานปกติของประเทศที่เจริญแล้ว แต่หากจำเป็นต้องระบุเงื่อนไขเช่นนี้ในรัฐธรรมนูญ ก็แปลว่าเรายังไม่เชื่อว่านักการเมืองไทย ได้บรรลุมาตรฐานสากลอันควรจะเป็น และยังต้อง ล้อมคอกเอาไว้เพื่อป้องกันไม่ให้คนเลวคนชั่วคนโกงเข้ามาเป็นรัฐมนตรี... อย่างที่เคยเกิดมาแล้ว

แน่นอนว่าจะต้องมีผู้วิพากษ์ว่าไม่ว่าจะเขียนล้อมหน้าล้อมหลังไว้อย่างไร ความเป็น “ศรีธนญชัย” ของนักเลือกตั้งไทยก็ยังจะสามารถหาทางหลบหลีกเงื่อนไขต่าง ๆ เหล่านี้ได้

เพราะเราเคยได้ยินวลี บกพร่องโดยสุจริต

เราเคยได้ยินคำอธิบายว่า ก็หาเสียงมาอย่างนี้ก็ต้องทำอย่างนี้ แม้นโยบายนั้นจะสร้างความเสียหายให้กับบ้านเมืองมากมายเพียงใดก็ตาม

หรือ ท่านไม่ได้ทำผิดกฎหมาย ท่านเพียงแต่ทำสิ่งที่กฎหมายห้ามทำเท่านั้น”!

จึงไม่ต้องสงสัยว่าทำไมคนร่างรัฐธรรมนูญของประเทศนี้ จึงต้องลงรายละเอียดถึงขั้นเขียนเรื่องที่บ้านเมืองอื่นถือเป็นมาตรฐานปกติ