การสวนทางของดอกเบี้ยกับราคาน้ำมัน

การสวนทางของดอกเบี้ยกับราคาน้ำมัน

การที่ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายตามคาด 0.25% ไปเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม

และมีแนวโน้มว่าจะค่อยๆ ปรับเพิ่มอีกในปีหน้านั้น ไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะต่อประเทศสหรัฐอเมริกาเท่านั้น แต่ยังกระทบไปถึงประเทศอื่นด้วย ซึ่งผลกระทบนี้จะจำแนกได้เป็นสองประการ ดังนี้

ประการแรก แนวโน้มการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟด อาจจะทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายเงินทุนจากประเทศอื่น กลับไปยังสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะส่งผลต่อฐานะการคลังและบัญชีเดินสะพัดของบางประเทศที่เคยได้ประโยชน์จากกระแสเงินทุนไหลออกจากสหรัฐ เมื่อครั้งที่ดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐอยู่ในระดับต่ำใกล้ศูนย์ การขาดดุลการคลังเกิดจากการที่รัฐบาลมีรายจ่ายมากกว่ารายรับ ในขณะที่การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดหมายถึงการขาดดุลการค้าและดุลบริการนั่นเอง

ประการที่สอง แนวโน้มการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด ได้มีผลทำให้หนี้ต่างประเทศของทั้งภาครัฐ และภาคเอกชนที่ได้ทำสัญญากู้เงินไว้ในรูปของเงินดอลลาร์นั้น จะมีภาระหนี้ที่สูงขึ้น เพราะเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น จึงมีความเสี่ยงสูงขึ้นที่อาจผิดกำหนดนัดการชำระหนี้ได้ในอนาคต ตัวอย่างของประเทศที่มีความเสี่ยงประเภทนี้ค่อนข้างมาก ได้แก่ บราซิล ตุรกี และแอฟริกาใต้ เป็นต้น

เมื่อสถานการณ์ข้างต้น ผสมเข้ากับสถานการณ์ที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง บริษัทน้ำมัน ก็ยิ่งมีความเสี่ยงที่จะผิดนัดชำระหนี้ได้มากขึ้น ก่อนหน้านี้ บริษัทเหล่านี้ได้กู้เงินเพื่อมาขยายกิจกรรมการขุดเจาะหาแหล่งพลังงานที่ต้องลงทุนกันค่อนข้างสูง โดยได้แรงจูงใจมาจากอัตราดอกเบี้ยที่เคยอยู่ระดับต่ำ และส่วนใหญ่ก็คาดไม่ถึงว่าราคาน้ำมันในตลาดโลกจะดิ่งต่ำได้มากขนาดนี้ สำหรับกรณีประเทศไทยที่เป็นผู้นำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ ก็จะได้ประโยชน์โดยตรง แต่ก็ได้มีผลกระทบเชิงลบทางอ้อมในส่วนที่นักลงทุนตลาดหุ้น อาจมีการคาดการณ์เชิงลบต่อผลประกอบการของบริษัทน้ำมันและก๊าซในประเทศ ดังจะเห็นได้จากการที่ดัชนีหุ้นไทยเมื่อวันที่ 11 ธันวาคมได้ผันผวนหลุดระดับ 1,300 จุดมาอยู่ที่ 1,280 จุด เนื่องจากนักลงทุนทยอยขายหุ้นกลุ่มพลังงาน ทำให้ราคาหุ้นบริษัท ปตท ปรับตัวลงมาที่ 220 บาทต่อหุ้น ถือเป็นสถิติการลดต่ำสุดในรอบ 5 ปี และคาดว่าดัชนีจะผันผวนไปถึงปีหน้า

หากภาวะราคาน้ำมันในตลาดโลกยังคงตกต่ำยืดเยื้อออกไป ปัญหาเรื่องความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ของบริษัทน้ำมันทั่วโลกก็จะปรับตัวสูงขึ้นด้วย จนอาจกระทบต่อสถาบันการเงินและธนาคารบางแห่งในต่างประเทศ ที่ได้ปล่อยกู้ให้กับกิจการธุรกิจทางด้านพลังงานไปค่อนข้างมาก ผลกระทบเหล่านี้อาจทำให้ธนาคารต้องจำกัดการปล่อยสินเชื่อใหม่ที่เข้มงวดมากขึ้น

นอกจากนี้ ผลทางอ้อมอีกเรื่องต่อประเทศไทย ก็คือเรื่องความไม่แน่นอนในการเปิดสัมปทานแหล่งพลังงานรอบที่ 21 ซึ่งน่าจะต้องชะลอเวลาออกไปจากแผนเดิมโดยปริยาย เพราะภาวะความไม่แน่นอนของราคาน้ำมันในตลาดโลก และปัญหาของบริษัทขุดเจาะน้ำมันและพลังงานต่างประเทศที่อาจมีต้นทุนทางการเงินสูงขึ้น ซึ่งประเด็นนี้อาจเป็นหนึ่งเหตุผลสำคัญที่ทำให้ทางการไทยดูจะมีท่าทีล่าสุดที่ผ่อนคลายมากขึ้นกับข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้คัดค้านการให้สัมปทานที่ต้องการให้แก้ไขกฎหมายปิโตรเลียมเสียก่อน

จากรายงานล่าสุดขององค์กรพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency) ได้คาดการณ์ว่า สถานการณ์ภาวะอุปทานน้ำมันล้นโลกในขณะนี้จะยิ่งรุนแรงมากขึ้นในปีหน้า โดยคาดว่าความต้องการบริโภคน้ำมันในปีหน้าจะสูงสุดในไตรมาสที่สาม แต่อัตราการเพิ่มจะลดลง และคาดการณ์ว่าอัตราเพิ่มของอุปสงค์ความต้องการบริโภคน้ำมันทั้งโลกจะเป็นราว 1.23 ล้านบาร์เรลต่อวัน (bpd) ภาวะเศรษฐกิจโลกหากซบเซาในปีหน้าจะทำให้มีอุปสงค์ต่อน้ำมันน้อยลง นอกจากนี้ หากกลุ่มประเทศ OPEC ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงในการลดกำลังการผลิตร่วมกัน ก็จะเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้อุปทานน้ำมันล้นตลาดด้วย

โดยสรุปแล้ว แม้ราคาน้ำมันจะปรับตัวสูงขึ้นแน่เมื่อบรรดาผู้ผลิตที่มีต้นทุนสูงกว่าจะถูกบีบให้ออกจากตลาดไป ในขณะที่เศรษฐกิจโลกก็จะกลับฟื้นตัวดีขึ้นไม่ช้าก็เร็ว แต่ในระยะสั้นหรือหนึ่งปีข้างหน้านี้ ราคาน้ำมันในตลาดโลกน่าจะยังอยู่ในระดับต่ำ ส่วนค่าเงินดอลลาร์สหรัฐก็จะปรับตัวแข็งค่าตามอัตราดอกเบี้ยสหรัฐที่เป็นขาขึ้นอย่างช้าๆ ดัชนีตลาดหุ้นอาจผันผวนเพราะอิทธิพลของหุ้นกลุ่มพลังงานและภาวะเศรษฐกิจโลก ส่วนหุ้นกลุ่มที่น่าจะขยายตัวได้ดีในปีหน้าก็คือ กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับสาขาก่อสร้างและโครงการสาธารณูปโภคพื้นฐาน สาขาอุตสาหกรรมสิบประเภทที่ถูกคาดว่าเป็นอนาคตของเศรษฐกิจไทย สาขาบริการท่องเที่ยว โรงพยาบาล และสถาบันการเงิน เป็นต้น นอกจากนี้ การลงทุนกับหุ้นต่างประเทศที่มีผลประกอบการดีก็เป็นเรื่องน่าสนใจสำหรับปีหน้า แต่ก็ต้องเตรียมป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนด้วย