เฟดหมดเวลาทำตัว เหนือความคาดหมาย

เฟดหมดเวลาทำตัว เหนือความคาดหมาย

ในที่สุดเสียงดัง “ติ๊กต็อก” บอกเตือนธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟดว่า ได้หมดเวลาไปตั้งนานแล้วก็มาถึง

 สำหรับการที่ต้องตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยนโยบายที่เป็น Fed Fund Rate ที่เป็นอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นจาก 0.25% เป็น 0.5% ในการประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) ครั้งสุดท้ายของปีนี้เมื่อวันที่ 15-16 ธ.ค.ที่ผ่านมา นับเป็นครั้งแรกในรอบ 9 ปี หลังจากที่เฟดได้ดำเนินนโยบายอัตราดอกเบี้ยต่ำ หรือใกล้เคียง 0% มาเป็นเวลาที่ยาวนาน โดยที่นางเจเน็ต เยลเลน ประธานเฟด ได้แถลงว่าถึงแม้ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐ ได้เข้าสู่ภาวะที่เรียกว่า New Normal คือ ภาวะดอกเบี้ยที่เป็นปกติที่เคยอยู่ในระดับ 3-4% ต่อปี แต่ประธานเฟดบอกว่า การปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟดจะปรับขึ้นเป็นขยัก โดยในปี 2559 จะอยู่ที่ 1.5% และในปี 2560 จะอยู่ที่ 2.5% ส่วนอัตราดอกเบี้ยที่ 3.5% จะได้เห็นจนกว่าจะถึงปี 2561 เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐได้เริ่มฟื้นตัว คาดว่าจะมีอัตราการเติบโตที่ 2.3-2.4% ในช่วง 2 ปีข้างหน้า

นอกจากนี้ ในภาวะปัจจุบันที่อัตราการว่างงานปรับลดลงมาที่ 5% แล้วซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายที่เฟดเคยวางเป้าหมายไว้ที่ 6% ประกอบกับอัตราการจ้างงานนอกภาคเกษตรที่เพิ่มขึ้นมากกว่า 200,000 ตำแหน่งต่อเดือนนั้น ทำให้เฟดประเมินว่าจะทำให้อัตราการว่างงานจะลดลงต่อเนื่องต่ำกว่าระดับ 5% ในอนาคตอันใกล้ ส่วนทางด้านอัตราเงินเฟ้อปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 1.2% ดังนั้นการปรับขึ้นดอกเบี้ยก็เพื่อดักทางเงินเฟ้อ ที่อาจจะปรับตัวสูงขึ้นหากเศรษฐกิจฟื้นตัวเต็มที่ เนื่องจากเฟดต้องการจะรักษาเป้าหมายเงินเฟ้อไว้ที่ 2% ต่อปีในระยะปานกลาง ถึงแม้ว่าราคาน้ำมันในวันนี้ได้โน้มลดต่ำลงจนหลุด 35 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลมาอยู่ที่ 34.95 ดอลลาร์จะฉุดให้เงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำก็ตาม รวมถึงปัจจัยที่ผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้นที่อยู่ในระดับติดลบขณะนี้ ล้วนแต่ทำให้เกิดความผันผวนของการลงทุนในตลาดพันธบัตรและตราสารหนี้ในสหรัฐ ทำให้เกิดแรงเทขายจำนวนมากจนส่งผลราคาตกต่ำลง ท่ามกลางการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ ล้วนแต่เป็นผลสะท้อนมาจากนโยบายดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำนานเกินไป

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ตลาดจะโล่งอกจากปัจจัยเสี่ยงในการดำเนินนโยบายดอกเบี้ยของเฟด ที่ยอมขึ้นดอกเบี้ยในที่สุดก็ตาม แต่สิ่งที่ยังคงต้องจับตาดูต่อไป ก็คือ การปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟด ได้ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงอีกด้านที่ตามมา เพราะขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐกำลังฟื้นตัว แต่ยุโรปและญี่ปุ่น ยังต้องกดดอกเบี้ยลงต่ำใกล้ 0% และอาจต้องทำ QE เพิ่มอีก จะส่งผลให้อัตราแลกเปลี่ยนเกิดความผันผวน โดยเงินดอลลาร์มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นตรงข้ามกับเงินเยนและยูโรที่จะอ่อนค่าลง อีกทั้งราคาน้ำมันที่ร่วงหลุด 35 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งซิตี้กรุ๊ปคาดจะลงลึกถึง 20 ดอลลาร์ในปีหน้า ทำให้ราคาน้ำมันผันผวนไปในทางลดลง ซึ่งจะส่งผลต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์ตกต่ำลงในรอบ 17 ปี และยังจะกระทบต่อฐานะทางการเงินของประเทศผู้ผลิตน้ำมัน ประสบการขาดทุนจำนวนมหาศาล จนกระทบฐานะทางการคลัง รวมถึงบริษัทน้ำมันที่ประสบปัญหาสภาพคล่องมีแนวโน้มอาจต้องพักชำระหนี้ หรือหากมีการออกพันธบัตรใหม่ก็ต้องมีอัตราผลตอบแทนที่สูงขึ้นจากความเสี่ยงที่สูงขึ้นด้วย

แม้กระทั่งล่าสุดกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ ได้ออกมาเตือนถึงความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่อาจจะเกิดขึ้นกับกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ที่มีหนี้สินเพิ่มขึ้นจำนวนมากในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ต้องเผชิญกับปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ และอาจเกิดปัญหาทุนเคลื่อนย้ายจากเงินทุนที่ไหลออกในขณะที่ต้นทุนการกู้ยืมก็จะเพิ่มสูงขึ้นหากจำเป็นต้องออกพันธบัตรเพื่อผัดผ่อนเงินกู้ที่มีอายุครบกำหนดยาวออกไป ซึ่งในเรื่องนี้ ดร.พิสิฐ ลี้อาธรรม ประธานกรรมการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยได้ยอมรับว่า แนวโน้มเงินทุนต่างชาติในปีหน้ายังมีทิศทางไหลออกต่อเนื่อง ซึ่งเป็นภาพเดียวกับทั้งโลก หลังจากที่เฟดขึ้นดอกเบี้ย ในแง่ของดอกเบี้ยในไทยอาจมีส่วนต่างของดอกเบี้ยแคบลง จึงอาจทำให้เงินไหลออก มีผลต่อความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนซึ่งทางธนาคารแห่งประเทศไทย อาจต้องพิจารณาดอกเบี้ยในประเทศ รวมถึงอัตราแลกเปลี่ยนด้วยเช่นกัน

ขณะที่ นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย บอกว่า ผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจไม่น่าจะส่งผลมากนัก หรือสร้างความผันผวนในตลาดเงินตลาดทุน เนื่องจากการปรับขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐจะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป สำหรับการเคลื่อนย้ายเงินทุนในบางประเทศ ที่มีการพึ่งพาเงินทุนต่างประเทศมาก หรือมีนักลงทุนต่างประเทศมาถือสินทรัพย์ในสัดส่วนสูง ก็จะเห็นการไหลออกของเงินทุน เช่นในประเทศไทยที่เห็นเงินทุนไหลออกบ้าง แต่เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ ถือว่าความผันผวนของไทยยังน้อย ไม่ว่าจะเป็นค่าเงินหรือดอกเบี้ยพันธบัตร อย่างไรก็ตาม แนวโน้มนโยบายของธนาคารกลางต่างๆ จะมีความแตกต่างกันมากขึ้น ซึ่งจะทำให้ค่าเงินผันผวนได้ทั้ง 2 ทิศทางทั้งแข็งค่าและอ่อนค่า ดังนั้นภาคธุรกิจจะต้องให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงของอัตราแลกเปลี่ยน และการบริหารความเสี่ยงของสินทรัพย์ ในช่วงที่เฟดหมดเวลาทำตัวเหนือความคาดหมายแล้ว