ประมูล 4G : แข่งกันทะลุแสนล้านด้วยเหตุอันใด?

ประมูล 4G : แข่งกันทะลุแสนล้านด้วยเหตุอันใด?

เช้านี้น่าจะรู้ผลการประมูลคลื่น 900MHz ที่จะเปิดศักราชแห่ง 4G

 ของประเทศไทย หลังจากที่ฮือฮากันไปทั่วว่าทุกค่ายที่เข้าแข่งขัน ต่างก็เคาะราคากันอย่างดุเดือด จนรวมกันแล้วพุ่งเกิน 100,000 ล้านบาทหน้าตาเฉย

ใครที่ติดตามเรื่องนี้คงมีคำถามเหมือนกันว่าทำไมการแข่งขันจึงเข้มข้น และผู้บริโภคจะได้ประโยชน์จากปรากฏการณ์น่าตื่นตาตื่นใจเช่นนี้ได้อย่างไร

ผมสรุปจากที่รับฟังมาจากผู้รู้หลายฝ่ายว่าอย่างนี้ครับ

สองค่ายเดิมคือ AIS กับ Dtac อยู่ในฐานะที่นักวิเคราะห์บอกว่า แพ้ไม่ได้

JAS เจ้าใหม่เดินตามยุทธศาสตร์ “สู้เพื่อชนะ” ถ้าแพ้กลับไปทำธุรกิจเดิม แต่พลาดโอกาสที่จะเข้าเล่นเกมใหญ่

สำหรับ TRUE คนในวงการบอกว่า “แพ้ไม่เสียหาย แต่ชนะจะได้สองต่อ”

JAS ต้องการเข้าสู่ตลาด เพราะในสามปีข้างหน้า ตลาดมือถือ 4G จะเติบโตอย่างรวดเร็วมาก หากพลาดรอบนี้ก็ต้องรอประมูลคลื่น 1800MHz ในอีกสามปีข้างหน้า

หากตกขบวนรถไฟขบวนนี้ก็อาจพลาดโอกาสทางธุรกิจในจังหวะที่สำคัญ

 AIS เป็นรายเก่า มีคลื่นในมือน้อยลงเพราะสัมปทาน 1800MHz และ 900MHz หมดอายุ เมื่อประมูลใหม่ก็ได้ 1800 ไปแล้ว กำลังแข่งขันต้องได้ 900 ด้วย และแม้ AIS ชนะประมูล 900 ก็จะมีกำลังลดลงครึ่งหนึ่งเพราะ กสทช. แบ่งเป็น 2 ใบเพื่อให้เกิดการแข่งขันมากขึ้น

AIS เป็นค่ายเดียวที่เคยให้บริการ 900 มาก่อน การได้ 900 คืนจากการประมูลครั้งนี้ จะลงทุนด้านเสาสัญญาณน้อยที่สุดใน 4 รายนี้

นักสังเกตการณ์จึงบอกว่า AIS อยู่ในสถานการณ์ที่แพ้ไม่ได้ เพราะหากแพ้จะเป็นศูนย์ จึงเป็นเหตุผลที่ทำไมต้องสู้ทุกราคา

Dtac ก็เป็นเจ้าเก่า รอบที่แล้วไม่ประมูล 1800 สถานการณ์ของค่ายนี้คือมีคลื่นสัมปทานถึงปี 2561 หากพ้นจากนั้นแล้วไม่ได้คลื่นมาเสริมก็จะเหลือเพียงคลื่น 3G 2100 มีกำลังเพียง 15 MHz ซึ่งหากต้องบริการลูกค้า 20-30 ล้านรายย่อมมีปัญหา ดังนั้นจึงไม่อาจจะยอมพลาดโอกาสนี้ได้เช่นกัน

เจ้านี้ต้องได้คลื่น 900 เพื่อเสริมความสามารถในการแข่งขันของตน เพราะสามารถส่งสัญญาณได้ไกลกว่า และประหยัดการลงทุนในการติดตั้งเสาสัญญาณอีกด้วย

ส่วน Truemove H นั้นความจริงมีคลื่นเพียงพอ แต่ที่สู้ เต็มเม็ดเต็มหน่วยก็เพื่อไต่ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง นั่นย่อมหมายถึงกลยุทธ์ของการมีคลื่นมากกว่าคู่แข่งเจ้าอื่นทั้งหมด และหากชนะการประมูลก็เท่ากับเบียดคู่แข่งออกจากเวทีด้วย

TRUE เห็น JAS เป็นคู่แข่งอีกด้านตรงที่หาก JAS ชนะก็จะมี Internet ทั้ง Fixed Broadband และ Mobile Broadband ที่ทรูให้บริการอยู่แล้ว

ข้อได้เปรียบของเจ้าเก่าคือ สามารถประหยัดต้นทุนของโครงข่ายก็ยังมีฐานลูกค้าเก่า และว่าทันทีที่ได้คลื่น ก็สร้างรายได้ทันที

จึงไม่ต้องแปลกใจหากจะมีคนมองว่าในเกมอันดุดันนี้ TRUE และ AIS คงมีเป้าหมายร่วมกันสองอย่างคือป้องกันไม่ให้รายใหม่คือ JAS เข้ามาเล่นในสนามนี้

และบีบให้คู่แข่งเดิมคือ Dtac ออกจากธุรกิจนี้ไป

เพื่อสองค่ายนี้จะได้ส่วนแบ่งลูกค้าของ Dtac ในวันข้างหน้า

กสทช. บอกว่าหากรายใหม่เข้ามาเล่นได้ก็จะสามารถ เขย่าตลาด” ด้วยการแข่งขันเพื่อให้บริการกับประชาชนที่ดีขึ้นในราคาที่ถูกลง

มีตัวอย่างว่าเมื่อปี 2512 อินเทอร์เน็ตผ่านมือถือที่ยังวิ่งช้า และไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ คิดราคาผู้บริโภคที่เมกละ 120 บาท แต่เมื่อ ToT เปิดตัว 3G เมื่อเดือนธันวาคมปี 2552 ความเร็วดีขึ้นอย่างมากแต่ขายที่ราคาเพียงเมกละ 2 บาทหรือถูกลง 60 เท่า

อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผู้ประมูลแข่งราคากันอย่างดุเดือดเพราะ กสทช. เปลี่ยนวิธีจ่ายเงินค่างวดจากเดิมที่เคยให้จ่าย 50% ทันทีและแบ่งอีกสองงวด ๆ ละ 25% แต่คราวนี้ตั้งไว้ราคาประเมินที่ 16,000 ล้านบาท งวดแรกให้จ่าย 50% ของ 16,000 ล้านบาท งวดที่สองและสามงวดละ 25% ของ 16,000 ล้านบาทเช่นกัน

แปลว่า 3 ปีแรกจ่าย 16,000 ล้านบาท

แต่เมื่อการเคาะล่าสุดขึ้นไปใกล้ ๆ 60,000 ล้านบาทต่อใบแล้ว แปลว่าที่เกินจาก 16,000 ล้านบาทก็ไปจ่ายงวดที่ 4

ผู้เข้าประมูลก็คิดว่าสู้ราคาสูงได้เพราะส่วนที่เกิน 16,000 ล้านบาทยังมีเวลาสร้างรายได้อีก 3 ปีจึงจะจ่ายในงวดที่ 4 โดยอาจไม่ต้องกู้ธนาคารหรือสร้างหนี้เพิ่มเติม

นี่เป็นกลยุทธ์ของ กสทช. ที่กระตุ้นให้ผู้ประเมินทุกเจ้าทุ่มสุดตัว

ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร คำถามใหญ่ก็คือผู้บริโภคจะได้ประโยชน์อะไร และไทยจะแข่งกับเพื่อนบ้านด้านนี้ได้มากน้อยเพียงใด?