ผลกระทบยังมี แม้เป็นไปตามคาด

ผลกระทบยังมี แม้เป็นไปตามคาด

ในที่สุดธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด ก็ได้ประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย

เป็นครั้งแรกในรอบ 9 ปี อันเป็นการเคลื่อนไหวครั้งประวัติศาสตร์ ที่เป็นสัญญาณว่าสหรัฐสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ให้ข้ามพ้นช่วงวิกฤติเมื่อปี 2551 ได้ในที่สุด ทั้งยังเป็นการดำเนินนโยบายการเงินครั้งสำคัญของผู้ว่าการเฟดอย่างเจเน็ต เยลเลน หลังจากเข้ารับหน้าที่ได้เกือบ 2 ปี และรับบทบาทในการค่อยๆ ปรับนโยบายจากที่เคยผ่อนคลายทางการเงินอย่างหนัก ไปเป็นการค่อยๆ คุมเข้ม เริ่มตั้งแต่การยุติมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณหรือคิวอี จนกระทั่งมาถึงการเริ่มขึ้นดอกเบี้ยในครั้งนี้

การขึ้นดอกเบี้ยจากระดับ 0-0.25% อันเป็นระดับที่ตรึงไว้ตั้งแต่วิกฤติการเงิน ด้วยการปรับขึ้น 0.25% เป็น 0.25-0.50% ด้วยเหตุผลว่าเศรษฐกิจสหรัฐที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก กำลังเติบโตอย่างแข็งแกร่ง และน่าจะขยายตัวสูงขึ้นอีกในปีหน้าที่ระดับ 2.4% ถือเป็นการสิ้นสุดช่วงเวลาอันแตกต่างไปจากปกติ ที่มีการตรึงดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเกือบ 0% มานาน 7 ปี เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจจากวิกฤติการเงิน และภาวะถดถอยครั้งร้ายแรงที่สุดตั้งแต่เศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่

การเคลื่อนไหวครั้งนี้ของเฟด เป็นไปตามการคาดหมายของหลายฝ่าย ที่รอคอยกันมาอย่างยาวนานว่าเมื่อไรที่เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ย สภาพการณ์ดังกล่าวทำให้ตลาดหุ้นเอเชีย หุ้นยุโรป และหุ้นสหรัฐ ขานรับด้วยการปรับตัวขึ้นถ้วนหน้า ตามบรรยากาศในตลาดที่เป็นไปในแง่ดีและเต็มไปด้วยความโล่งใจ เพราะยุติการคาดหมายและความไม่แน่นอนที่ดำเนินมาหลายเดือน อันสร้างความปั่นป่วนแก่ตลาดโลกและก่อให้เกิดความวิตกว่าเศรษฐกิจสหรัฐไม่แข็งแกร่งดังที่คาดไว้

หลายประเทศในเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นอินเดีย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และจีน ล้วนมองในแง่ดี ไม่ว่าจะเป็นการระบุว่าเป็นเรื่องโล่งอกที่แม้ขึ้นดอกเบี้ย แต่ตลาดเงินโลกไม่ปั่นป่วน หรือการมองว่าการดำเนินนโยบายการเงินของเฟดดีต่อตลาดเกิดใหม่ เพราะก่อให้เกิดความแน่นอนในตลาดเงิน เห็นได้จากหุ้นที่พุ่งขึ้น อีกทั้งยังตอกย้ำว่าเศรษฐกิจสหรัฐแข็งแกร่ง และประเทศต่างๆ อยู่ในสภาพที่พร้อมรับมือการเคลื่อนไหวของเฟด

จุดที่ต้องจับตาหลังจากนี้ คือการปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐนั้น จะขึ้นมากน้อยแค่ไหน และก่อให้เกิดความเสี่ยงตรงจุดไหนบ้าง หลังจากเฟดย้ำว่าจะดำเนินการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามสภาพเศรษฐกิจ และคาดการณ์ว่าอัตราดอกเบี้ยอาจเพิ่มสู่ระดับประมาณ 1.4% ภายในสิ้นปี 2559 อันสะท้อนว่าน่าจะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 4 ครั้งในช่วง 12 เดือนข้างหน้า ขณะที่การสำรวจความเห็นของบางสำนักมองว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยครั้งต่อไป ในไตรมาสแรกของปีหน้า

นอกจากประเด็นก้าวย่างการขึ้นดอกเบี้ยแล้ว สิ่งที่หลายประเทศจับตามองคือความเสี่ยงที่กระแสเงินทุนจะไหลออก ซึ่งในส่วนของไทยก็มีบางฝ่ายมองว่า ผลกระทบในระยะสั้นอาจอยู่ในรูปแบบที่เงินทุนดอลลาร์ ไหลกลับไปลงทุนในประเทศสกุลเงินหลัก ส่งผลให้ค่าเงินบาทอ่อนตัว ซึ่งแม้กระแสทุนไหลออกอาจเกิดขึ้นในหลายตลาด ไม่เฉพาะไทยเท่านั้น แต่ก็ต้องเตรียมพร้อมมาตรการรองรับไว้เช่นกัน หากสถานการณ์แปรผันไปมากกว่าที่คาดไว้