อันเนื่องมาจากเรื่องโลกร้อน ณ นครปารีส

อันเนื่องมาจากเรื่องโลกร้อน ณ นครปารีส

หลังจากต่อรองกันอยู่ 12 วัน ณ เมืองที่มีไวน์ชั้นดีพร้อมกับมีอาหารชั้นเลิศ ตัวแทนกว่า 200 ประเทศบรรลุข้อตกลงว่า

จะทำอะไรต่อไปเกี่ยวกับปัญหาโลกร้อน ฝ่ายสนับสนุนสรรเสริญว่า เป็นความสำเร็จระดับตำนาน ในขณะที่ผู้ต่อต้านประณามว่ามันเป็นเพียงคำมั่นสัญญาลมๆ แล้งๆ มองให้กว้างออกไป ฝ่ายหลังมีเหตุผลน่าฟังมาก ทั้งนี้เพราะแก่นของข้อตกลงอยู่ที่คำมั่นสัญญาที่แต่ละประเทศจะให้ และทำตามด้วยความสมัครใจ ว่าจะลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงเท่าไร

จริงอยู่ ข้อตกลงบ่งว่า จะมีการทบทวนคำมั่นสัญญาเป็นระยะๆ แต่ไม่มีบทลงโทษประเทศที่ไม่ทำตามคำมั่นสัญญา ประวัติศาสตร์บ่งว่า ความกดดันจากการทบทวนอาจได้ผลกับประเทศขนาดเล็ก แต่กับประเทศขนาดใหญ่ไม่เคยได้ผล ตัวอย่างมีให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ สำหรับเรื่องปัญหาโลกร้อน จะเห็นว่าสหรัฐไม่ยอมร่วมลงนามในพิธีสารเกียวโตปี 2540 ซึ่งเป็นข้อตกลงสำคัญเพื่อการลดก๊าซเรือนกระจกฉบับแรก แต่ไม่มีใครทำอะไรได้ ผู้ที่ติดตามการทำงานของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ย่อมทราบดีว่า ทุกปีกองทุนนี้จะทบทวนนโยบายการเงินการคลังของประเทศสมาชิก ประเทศเล็กจะถูกกดกันให้ทำนั่นทำนี่ แต่ประเทศใหญ่มักไม่ทำ โดยเฉพาะสหรัฐซึ่งเป็นหัวเรือใหญ่ในไอเอ็มเอฟ

ผู้ติดตามการทำงานขององค์การระหว่างประเทศย่อมจะสังเกตแล้วว่า การรักษาคำมั่นสัญญามักมีเพียงน้อยนิด ย้อนไปเมื่อปี 2513 การประชุมใหญ่ขององค์การสหประชาชาติได้คำมั่นสัญญาจากประเทศร่ำรวย ว่าต่อไปตนจะเจียดอย่างน้อยร้อยละ 0.7 ของรายได้ เพื่อช่วยเหลือประเทศยากจน หลังเวลาผ่านไป 35 ปี ปรากฏว่ามีเพียง 5 ประเทศเท่านั้นที่ทำตามสัญญา ได้แก่ นอรเวย์ (0.93) สวีเดน (0.92) ลักเซมเบอร์ก (0.87) เนเธอร์แลนด์ (0.82) และเดนมาร์ก (0.81) สหรัฐซึ่งพร่ำนักพร่ำหนาว่า จะช่วยประเทศยากจนบริจาคเพียง 0.22 ซึ่งต่ำกว่าทุกประเทศยกเว้นโปรตุเกส (0.21) เท่านั้น ตัวอย่างที่ยกมานี้น่าจะชี้ชัดว่า โลกจะยังมีนักวาทกรรมมากกว่านักทำจริงต่อไปเช่นเดิม

การตั้งเป้าหมาย และการให้คำมั่นสัญญาที่ตกลงกันนั้น มิได้พูดถึงสิ่งหนึ่งซึ่งสำคัญยิ่ง นั่นคือ การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ทุกประเทศยังต้องการให้เศรษฐกิจขยายตัวในระดับสูงสุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งหมายถึงการบริโภคสิ่งที่ไม่จำเป็นเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วด้วย โดยเฉพาะในประเทศร่ำรวย แม้แต่ในหมู่ผู้ที่ต่อต้านการเผาผลาญพลังงาน ที่ทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจกก็มักไม่พูดถึงประเด็นนี้ การแก้ปัญหาที่ไม่ตัดต้นตอสำคัญของมันอย่างหนึ่ง จึงยากที่จะประสบความสำเร็จ สุดท้าย ความเสียหายร้ายแรงจะเกิดขึ้นต่อโลกแน่นอน

ภาวะเช่นนี้ มีคำถามตามมาว่า เมืองไทยจะทำอะไรได้บ้างไหม คำตอบคือ ทำได้ แม้มันอาจจะไม่ช่วยหยุดยั้งอุณหภูมิของโลก มิให้เพิ่มขึ้นไปอย่างมีนัยสำคัญก็ตาม

เราทราบดีแล้วว่า อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นไปจะทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น นั่นหมายความว่ากรุงเทพฯ จะถูกน้ำท่วมมากขึ้นและบ่อยขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คอลัมน์นี้พูดถึงการสร้างเมืองใหม่เพื่อถ่ายโอนความแออัดออกไปจากกรุงเทพฯ หลายต่อหลายครั้ง จึงจะไม่พูดถึงอีก นอกจากจะขอย้ำว่า ยังไม่สายเกินไปที่จะตัดสินใจทำตั้งแต่วันนี้หากชนชั้นผู้บริหารประเทศมีวิสัยทัศน์ที่ไกลเกินปลายจมูกของตน

เราทราบกันดีว่า นายกรัฐมนตรีของไทยนำแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงไปเสนอต่อชาวโลก ณ นครปารีส ข้อเสนอนั้นเป็นแนวเดียวกันกับที่เสนอในการประชุมขององค์การสหประชาชาติ เมื่อปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา เป็นเวลากว่า 10 ปี คอลัมน์นี้เน้นย้ำถึงความจำเป็นที่ทั้งตัวเราและชาวโลก จะต้องปฏิบัติตามแนวคิดนี้ แต่ดูจะมีผู้สนใจนำไปปฏิบัติเพียงจำกัด โดยเฉพาะในระดับรัฐบาลอาจสรุปได้ว่า ไม่เคยทำ นอกจากจะใช้วาทกรรมแบบว่างเปล่าเท่านั้น จะเห็นได้ว่า ในขณะที่นายกรัฐมนตรีนำแนวคิดไปเสนอต่อชาวโลก รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ พยายามผลักดันให้รัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นการบริโภค เพื่อหวังจะให้เศรษฐกิจขยายตัวในอัตราสูงกว่าที่เคยคาดว่าจะทำได้

การพูดและการกระทำที่สวนทางกันมีแต่เสียกับเสีย ดังที่คอลัมน์นี้ประจำวันที่ 2 ตุลาคมที่ผ่านมาพูดถึงแล้ว อย่างไรก็ตาม การพูดและกระทำแบบสวนทางกันมิใช่ของใหม่เพราะรัฐบาลทุกสมัยยึดปฏิบัติมาตั้งแต่หลังเกิดวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 ซึ่งเป็นปีที่คนไทยได้ยินแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงอย่างทั่วถึงเป็นครั้งแรก ย้อนไปในช่วงปลายปี 2551 ต่อต้นปี 2552 คอลัมน์นี้ได้เสนอแนวนโยบายต่อรัฐบาลว่า ควรจะเริ่มต้นอย่างไร หากจะใช้แนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงบริหารประเทศ ข้อเสนอเหล่านั้นได้ถูกนำมาปรับรวมกันเป็นหนังสือชื่อ “ทางข้ามเหว: แนวคิดสำหรับแก้วิกฤติไทย” ซึ่งในขณะนี้ดาวน์โหลดได้ที่เว็บไซต์ของมูลนิธินักอ่านบ้านนา (www.bannareader.com )

หนังสือได้ถูกนำไปใส่ในมือของรัฐมนตรีบางคน และเมื่อต้นเดือนธันวาคม ได้ส่งไปให้รองปลัดกระทรวงการคลังคนหนึ่ง ซึ่งเป็นสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เฉกเช่นดังที่เป็นมา ณ วันนี้ยังไม่มีคำตอบว่า หนังสือถึงมือคนสำคัญนั้นหรือยัง ฉะนั้น เราคงหวังอะไรจากชนชั้นผู้บริหารประเทศไม่ได้ เราจำเป็นต้องขับเคลื่อนการปฏิบัติตามแนวคิด เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงด้วยตนเอง การปฏิบัติอาจทำได้ในหลายด้านพร้อมๆ กัน

 สำหรับในด้านเศรษฐกิจ ขอเสนอเพียงอย่างเดียวเท่านั้นในวันนี้ นั่นคือ ถามตัวเองว่าการรับประทานกับการใช้สิ่งของและบริการในชีวิตประจำวันที่ทำอยู่เป็นประจำนั้น จำเป็นจริงๆ ต่อการดำรงชีวิตหรือไม่ หากตอบว่าไม่ ควรลดการรับประทาน และการใช้สิ่งของและบริการเหล่านั้นลงทันที