อวสาน 'แดงชักธงรบ'

อวสาน 'แดงชักธงรบ'

14 ธ.ค.แกนนำ นปช.มากันพร้อมหน้า เพื่อร่วมแสดงความยินดี กับการเปิดร้านกาแฟ Peace

 พร้อมห้องสมุด ที่ชั้น 5 อิมพีเรียล ลาดพร้าว

15 ธ.ค. ศาลจังหวัดอุบลราชธานี อ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีเผาศาลากลางจังหวัดอุบลฯ โดยศาลฎีกากลับคำพิพากษาในส่วนของจำเลยหลายคน

เฉพาะ “ดีเจต้อย” พิเชษฐ์ ทาบุดดา แกนนำ “กลุ่มชักธงรบ” จากเดิมที่ถูกตัดสินจำคุก 1 ปีในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์นั้น ในชั้นศาลฎีกาได้พิพากษาให้ได้รับโทษประหารชีวิต แต่ได้รับการลดโทษเหลือจำคุกตลอดชีวิต

  “กลุ่มชักธงรบ เป็นกลุ่มคนเสื้อแดงที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดอุบลราชธานี แต่มิได้ขึ้นต่อ นปช.ส่วนกลาง

  “ดีเจต้อย พิเชษฐ์ ทาบุดดา ชาวตระการพืชผล ไม่ต่างหนุ่มอีสานที่เคยไปแสวงโชคยังต่างแดน แต่ต้องกลับมาใช้ชีวิตที่บ้านเกิด-อุบลราชธานี เพื่อดูแลมารดาที่แก่เฒ่า จึงมีโอกาสเป็นนักจัดรายการวิทยุชุมชน และได้รับความนิยมอย่างสูง เพราะเป็นแนวบันเทิงสลับข่าวชาวบ้าน

“ดีเจต้อย” ยุควิทยุชุมชนเฟื่องฟู ไม่ต่างจากดีเจอีสานบ้านนอกกว่าร้อยละ 90 ที่นิยมชมชอบพรรคไทยรักไทย และชื่นชม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

เมื่อเกิดรัฐประหาร 2549 ดีเจต้อยจึงกระโจนเข้าสู่แนวรบต้านเผด็จการ โดยยึดสูตร “ขวัญชัย ไพรพนา” ดีเจคนดังเมืองอุดรธานี ในการสร้างองค์กรมวลชน โดยใช้วิทยุชุมชนเป็นสื่อกลาง

ปี 2550 ดีเจต้อยสามารถระดมทุนตั้งสถานีวิทยุชุมชนได้ถึง 2 สถานี และแหล่งทุนใหญ่ของเขา ก็หนีไม่พ้นนักการเมืองขาใหญ่แห่งเมืองดอกบัว

กลุ่มชักธงรบ กำเนิดขึ้นจากฐานคนรักทักษิณ ไม่ต่างจากชมรมคนรักอุดรของขวัญชัย

  ที่น่าสังเกต ดีเจต้อย และแกนนำเสื้อแดงในท้องถิ่น จะขายแนวคิดภูมิภาคนิยม โดยปลุกระดมคนอีสานให้ลุกขึ้นต่อสู้แบบ ขบวนการผู้มีบุญหรือ กบฏผีบุญ

ด้วยเหตุที่มีแนวคิดประวัติศาสตร์ท้องถิ่นนิยม ทำให้คนอุบลฯ จำนวนมากแห่มาสมัครเป็นสมาชิกกลุ่มชักธงรบ ดีเจต้อยเริ่มเชื่อมั่นในตัวเอง และไม่ค่อยฟังนักการเมือง

ด้านหนึ่งการมีสื่อวิทยุชุมชนในมือและระดมคนได้ง่าย ฉะนั้น หากมีกลุ่มใดเปิดศึกวิวาทะกับพวกเขา “กลุ่มชักธงรบ” ก็จะบุกไปเผชิญหน้าทันที

เดือนมีนาคม 2553 กลุ่มชักธงรบ ขนกำลังจากเมืองอุบลฯ เข้าไปร่วมชุมนุมกับ นปช.ในกรุงเทพฯ และพยายามโชว์ภาพผ่านสื่อว่าพวกเขาเป็น “แดงเอกเทศ” ที่ไม่ขึ้นต่อ นปช. และไม่พึ่งนักการเมือง

ดีเจต้อยเป็นพวก “วีรชนเอกชน” หรืออีโก้สูง ไม่ต่างจากขวัญชัย เขาจึงไม่ยอมรับการนำของแกนนำส่วนกลาง และมองว่า นักการเมืองเป็นนักฉวยโอกาส ไม่ใช่นักสู้เหมือนพวกเขา

ครั้น ธิดา ถาวรเศรษฐ ก้าวขึ้นเป็นประธาน นปช. ปรับโครงสร้างองค์กร จึงได้ จำรูญศักดิ์ จันทรมัย คนสนิทของนักการเมืองขาใหญ่เป็นประธาน นปช.อุบลราชธานี

กลางปี 2555 มีการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลฯ จำรูญศักดิ์ จันทรมัย ประธาน นปช.อุบลฯ กับ “ดีเจต้อย” พิเชษฐ์ ทาบุดดา กลุ่มชักธงรบ ลงสมัครแข่งกับแชมป์เก่าอย่าง พรชัย โควสุรัตน์

ผลเป็นไปตามคาด “พรชัย” ชนะขาด ส่วนดีเจต้อย ที่หาเสียงเต็มกำลังได้ 6 หมื่นเศษ และจำรูญศักดิ์ ได้หมื่นต้นๆ ซึ่งหลังจากศึกเลือกตั้งท้องถิ่น ดีเจต้อยหันไปตั้ง “กลุ่มพลังอุบล” ปูทางการเล่นการเมืองท้องถิ่น ก็ถูกแกนนำแดงในอุบลฯ นินทาว่าเป็นแดงแปรพักตร์ไปรับใช้นักการเมืองแถวบุรีรัมย์

ช่วงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ดีเจต้อยหันทำวิทยุชุมชน “คลื่นชักธงรบ” แต่ก็มีความเป็นเอกเทศ และการชุมนุมใหญ่ของ นปช.ที่ถนนอักษะ กลุ่มชักธงรบก็ไม่ได้เข้าร่วมด้วย

หลังรัฐประหาร 2557 ดีเจต้อยได้เข้ารายงานตัวต่อทหาร และยุติการออกอากาศของสถานีวิทยุชุมชนชักธงรบ ตามคำสั่ง คสช.

ขณะที่ จำรูญศักดิ์ จันทรมัย ประธาน นปช. เดินหนทางปรองดองชาติ ให้ความร่วมมือกับทหาร และได้มีโอกาสพูดคุยกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เมื่อเร็วๆนี้

ส่วนดีเจต้อย ได้ให้สัมภาษณ์สื่อออนไลน์ ยืนยันในอุดมการณ์เดิมคือ คนอีสานต้องลุกขึ้นสู้เหมือนบรรพบุรุษ “ขบวนการผู้มีบุญ” และตอนหนึ่ง เขาพูดถึง “ทักษิณ ชินวัตร” ว่า

“ชาวบ้านเขารักทักษิณจริงๆ ผมก็ไม่ใช่ไม่รักนะ แต่รักแล้วไม่ใช่เป็นขี้ข้า เรารักแล้วเป็นพันธมิตรกัน สิ่งไหนดี ผมว่าดี สิ่งไหนไม่ถูกต้อง ก็ต้องบอก ต้องด่า คุณทักษิณก็ไม่ใช่เทวดา แล้วอย่างนี้ผมผิดอะไร”

15 ธันวาคม ดีเจต้อยนำทีมขึ้นศาล โดยยอมรับในชะตากรรม และเดินทางเข้าเรือนจำตามโทษทัณฑ์ของบ้านเมือง

  เมื่อไร้เงาดีเจต้อย กลุ่มชักธงรบก็คงปิดฉาก เหลือไว้แต่คำโจษขานถึง แดงฮาร์ดคอร์ที่เปิดศึกกับฝ่ายตรงข้ามแบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน