S-curve ตัวที่ 2

S-curve ตัวที่ 2

ทฤษฎี S-curve หรือเส้นโค้งรูปตัวเอส เริ่มจะเข้ามามีบทบาทในการผลักดันระบบนิเวศของธุรกิจในประเทศไทย

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การส่งเสริมให้ธุรกิจหันไปบุกเบิกธุรกิจหรือสร้างอุตสาหกรรมใหม่ๆ ขึ้นมาแทนที่อุตสาหกรรมเดิมที่เริ่มจะอิ่มตัวและมีปัญหาในการเพิ่มรายได้หรือยอดขายให้กับธุรกิจ

นอกจากจะไม่สามารถสร้างยอดขายเพิ่มขึ้นได้แล้ว หากพื้นฐานของธุรกิจไม่ดีพอ ยังอาจทำให้ยอดขายลดลงจากเดิมไปได้อย่างมีนัยสำคัญ

S-curve หรือ เส้นโค้งรูปตัวเอส จะเข้ามามีบทบาทเกี่ยวกับเรื่องของการบริหารธุรกิจในหลายด้าน

ด้วยธรรมชาติของการพัฒนาใดๆ ก็ตาม ในระยะแรกการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้ช้าๆ ก่อน และเมื่อเวลาผ่านไป ความรู้ความชำนาญในเรื่องนั้นๆ จะเพิ่มขึ้น ทำให้อัตราของความเปลี่ยนแปลงก้าวหน้าจะเริ่มเดินไปได้เร็วขึ้น

พฤติกรรมนี้ หากจะเขียนแทนด้วยเส้นกราฟ ก็จะเห็นว่า เส้นกราฟจากจุดเริ่มต้นของการพัฒนาจะค่อยๆ ลากไปข้างหน้าแต่มีความชันเพียงเล็กน้อย จะกระทั่งเมื่อมีความรู้ความเข้าใจเพิ่มมากขึ้น เส้นกราฟก็จะพุ่งชันขึ้นอย่างรวดเร็ว

และเมื่อถึงจุดอิ่มตัวที่ไม่สามารถพัฒนาต่อไปได้ เส้นกราฟก็จะเริ่มลดความชันลง จนเกือบกลายเป็นเส้นขนานกับแนวระดับ

เมื่อดูเผินๆ แล้ว จะเห็นว่าเส้นกราฟ เหมือนกับอักษรตัว S ในภาษาอังกฤษ

เอส-เคิร์ฟ ได้นำมาใช้อธิบาย วงจรชีวิต หรือ วัฏจักรของธุรกิจ โดยการเปรียบเทียบ ยอดขายของธุรกิจกับ ข่วงระยะเวลา ต่างๆ ที่ดำเนินธุรกิจไป

จะเห็นได้ว่าใน ช่วงเริ่มต้นธุรกิจ ยอดขายมักจะเติบโตช้าๆ จนกระทั่งตลาดหรือผู้บริโภคเริ่มรับรู้การเกิดขึ้นของธุรกิจและเริ่มสนใจผลิตภัณฑ์หรือการบริการที่ธุรกิจนำเสนอ ยอดขายก็จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เรียกว่า ช่วงเติบโต เมื่อผ่านช่วงนี้ไป หากธุรกิจไม่สามารถที่จะเพิ่มยอดขายต่อไปได้ ยอดขายก็จะเริ่มคงที่ เรืยกว่าเข้าสู่ ช่วงอิ่มตัว และมีโอกาสว่า ธุรกิจจะเข้าสู่ ช่วงถดถอย ได้ เมื่อยอดขายเริ่มตกลงไป

วัฏจักรธุรกิจนี้ยังนำไปอธิบาย วงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ หรือการแพร่กระจายของการยอมรับนวัตกรรมได้ด้วย

แต่ในอีกมิติหนึ่งของทฤษฎี เอส-เคิร์ฟ มีการนำ เอส-เคิร์ฟ ไปใช้อธิบายเกี่ยวกับ พัฒนาการของเทคโนโลยี โดยการเปรียบเทียบ สมรรถนะ ของเทคโนโลยีใดๆ กับ ความพยายามที่จะพัฒนา เทคโนโลยีนั้นๆ ต่อไป

ความพยายามที่จะพัฒนาเทคโนโลยี อาจแสดงให้เห็นด้วย การลงทุน การใช้แรงงานของบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ หรือ เทคโนโลยี หรือ ด้วยค่าใช้จ่ายในการวิจัยและพัฒนา

เมื่อเริ่มมีการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ขึ้น สมรรถนะ หรือ ผลที่เกิดขึ้นจากเทคโนโลยีจะค่อยๆ เพิ่มขึ้น และต้องใช้ความพยายามในการพัฒนาเทคโนโลยีนั้นค่อนข้างมาก เกิดเป็นฐานล่างของตัว S

เมื่อเกิดความรู้ความเข้าใจในกลไกของเทคโนโลยีนั้นแล้ว การพัฒนาสมรรถนะของเทคโนโลยีก็จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยใช้ความพยายามในการพัฒนาเทคโนโลยีไม่มากนัก ทำให้เกิดส่วนกลางของตัว S ที่มีความชันหรืออัตราเร็วของการพัฒนาเพิ่มขึ้น

แต่ เอส-เคิร์ฟ ของเทคโนโลยี จะแตกต่างจาก เอส-เคิร์ฟ ของธุรกิจ หรือ ผลิตภัณฑ์ เนื่องจากในเรื่องของเทคโนโลยี จะเกิดสิ่งที่เรียกว่า ขีดจำกัดของเทคโนโลยี ซึ่งหมายความว่า ไม่ว่าจะทุ่มทุนค่าใช้จ่ายไปมากเพียงใด ก็ไม่สามารถที่จะพัฒนาสมรรถนะของเทคโนโลยีนั้นให้สูงขึ้นต่อไปได้

เรื่องของเทคโนโลยี เป็นเรื่องที่ใช้หลักการของวิทยาศาสตร์ และวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องเกี่ยวกับความจริงที่เกิดขึ้นในธรรมชาติ เทคโนโลยี ไม่ว่าจะพัฒนาไปได้มากแค่ไหน ก็จะไม่สามารถเอาชนะกฎของธรรมชาติได้

ดังนั้น เมื่อถึงขีดจำกัดของเทคโนโลยี หรือใกล้จะถึงขีดจำกัดของเทคโนโลยีแล้ว ก็จะเกิดการหันไปพัฒนาเทคโนโลยีชนิดใหม่ขึ้น เพื่อมาทำให้สมรรถนะของงานชิ้นเดิมเพิ่มสูงขึ้นได้

ยกตัวอย่างเช่น การพัฒนาเรือเดินสมุทรที่ใช้ใบซึ่งใช้กันมาตั้งแต่ยุคโบราณ จะมีขีดจำกัดของเทคโนโลยีอยู่ที่เรื่องของทิศทางและกระแสลม ที่ไม่ว่าจะพัฒนาอย่างไร ก็ไม่สามารถจะเอาชนะได้ จึงเกิดการพัฒนาเรือเดินสมุทรที่ใช้เทคโนโลยีอื่นที่ไม่ต้องอาศัยลม เช่น เครื่องจักรไอน้ำ มาแทนที่

การพัฒนาสมรรถนะของเรือใบ จึงค่อยๆ ยุติลง ณ จุดที่เทคโนโลยียังคงมีสมรรถนะที่ดีที่สุดของการใช้ใบเรือ

ต่างจากกับ เอส-เคิร์ฟ ของธุรกิจหรือของผลิตภัณฑ์ ที่ใช้ยอดขายเป็นตัวชี้วัด

เมื่อเข้าสู่ช่วงถดถอย ยอดขายมักจะลดลง ทำให้ด้านหางของตัว S อาจตกลงมา ในขณะที่ เอส-เคิร์ฟ ของเทคโนโลยี หางของตัว S จะขนานไปแนวระดับ ในตำแหน่งที่เป็น ขีดจำกัดของเทคโนโลยี

ในวัฏจักรของธุรกิจ เมื่อถึงจุดอิ่มตัว ผู้บริหารธุรกิจอาจมีทางเลือกได้ 2 ทาง คือพัฒนากลยุทธทางธุรกิจเพื่อเพิ่มยอดขายขึ้นอีกเฮือกหนึ่ง กลายเป็น เอส-เคิร์ฟ ตัวที่ 2 ที่ซ้อนขึ้นไปบนหางของ เอส-เคิร์ฟ ตัวที่ 1 หรือจะปล่อยให้หางตัว S ตัวที่หนึ่งตกลงมา แล้วก็ยุติธุรกิจนั้นๆ ไป

ในขณะที่ เอส-เคิร์ฟ ตัวที่ 2 ของเทคโนโลยี จะหมายถึงเทคโนโลยีใหม่ ซึ่งมักจะเริ่มที่ตำแหน่งสมรรถนะที่ต่ำกว่า เอส-เคิร์ฟ ตัวแรก เสมอ แต่ก็สามารถพัฒนาต่อเพื่อให้มีสมรรถนะสูง แซงหน้า เอส-เคิร์ฟ ตัวแรกไปในที่สุด

จะเลือกใช้ เอส-เคิร์ฟ ตัวไหน ผู้บริหารธุรกิจ ก็ควรตกลงและทำความเข้าใจให้ดีก่อน ว่ากำลังจะพูดถึง เอส-เคิร์ฟ จากกลยุทธ์การตลาด หรือ เอส-เคิร์ฟ จากกลยุทธ์การสร้างนวัตกรรม