เศรษฐกิจปี 2558 ปีแห่งความผิดหวัง

เศรษฐกิจปี 2558 ปีแห่งความผิดหวัง

เวลาอีกเพียงสองสัปดาห์ ก็จะผ่านพ้นปี 2558 แล้วนะคะ ในทางเศรษฐกิจแล้วต้องยอมรับว่า เป็นความผิดหวังที่จะเห็น

การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจไทยได้ในระดับร้อยละ 3.5-4.5 ในช่วงต้นปี ได้ถูกปรับลดลงมาตามลำดับในช่วงระหว่างทางลงมาเหลือเพียงร้อยละ 3 เนื่องจากปัจจัยทั้งภายในประเทศและภายนอกประเทศที่ไม่เอื้ออำนวย รวมไปถึงเหตุความไม่สงบในภูมิภาคต่างๆ เช่นเหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางที่มีการปะทะกันระหว่างตุรกีและรัสเซีย สงครามกลางเมืองซีเรีย การก่อวินาศกรรมครั้งใหญ่ในใจกลางกรุงปารีสที่จะมีผลเรื้อรังไปอีกระยะหนึ่ง

สำหรับประเทศไทยนั้น ก็มีเหตุหลายประการ นับตั้งแต่เหตุระเบิดขึ้นในใจกลางกรุงเทพมหานครในวันที่ 17 ส.ค. และการที่องค์กรการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ไม่ให้การยอมรับมาตรฐานความปลอดภัยของกรมการบินพลเรือนไทย จนถึงขั้นมีการระงับการบินของเครื่องบินเช่าเหมาลำที่เดินทางออกจากไทยไปญี่ปุ่น ยุโรป และสหรัฐ มีผลทำให้ความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยในสายตาต่างชาติลดลง ที่มาตรการในการแก้ไขเพิ่งจะได้การยอมรับจากองค์กรการบินพลเรือนแห่งยุโรปช่วงต้นเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อเนื่อง ทำให้การส่งออกของประเทศไม่สามารถฟื้นตัวในรอบ 10 เดือนแรกของปีนี้ จนมูลค่าการส่งออกของสินค้าที่เป็นเงินสกุลดอลลาร์ลดลงถึงร้อยละ 5 จากเดิมที่คาดการณ์กันไว้ว่าจะสามารถขยายตัวเป็นบวกได้

นอกจากภาคส่งออกที่ไม่เป็นไปตามคาดหมายแล้ว การใช้จ่ายของครัวเรือน หรือการใช้จ่ายของประชาชนก็ไม่สะพัดเท่าที่ควร โดยมาจากหลายสาเหตุนับตั้งแต่หนี้สินของครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงมากกว่าร้อยละ 80 ของรายได้ การตกต่ำของราคาสินสินค้าเกษตรทั้งข้าว วิกฤติขาดแคลนน้ำ ยางพารา และมันสำปะหลัง วิกฤติขาดแคลนน้ำ

และที่สำคัญอีกประการที่ไม่กล่าวถึงไม่ได้ ก็คือการตกต่ำของดัชนีราคาหุ้นที่มูลค่าของตลาดหลักทรัพย์ (market capitalization) ในรอบหนึ่งปีนี้ลดลงถึง 1.78 ล้านล้านบาท (เทียบระหว่างเดือน พ.ย.2558 กับ พ.ย.2557) เป็นตลาดที่มีความผันผวนสูง จากที่ในช่วงต้นปีดัชนีคลาดหลักทรัพย์เคยขึ้นไปแตะระดับ 1600 จุด และลดลงมาอยู่ที่ระดับ 1300 จุดในปัจจุบัน เมื่อเงินหมุนเวียนในมือประชาชนมีน้อยลง จึงทำให้กำลังซื้อ รวมไปถึงอารมณ์ที่อยากจะใช้จ่ายจึงลดลงตามไปด้วย จึงไม่ประหลาดใจที่ทุกคนจะรู้สึกว่า การค้าขายไม่คล่องตัวในสภาวะที่มีแต่ผู้ขายแต่ขาดผู้ซื้อ จนร้านค้าและห้างสรรพสินค้าต่างๆ พากันแข่งขันกันลดราคาสินค้าเพื่อเพิ่มยอดขาย

สำหรับการใช้จ่ายของภาครัฐ โดยเฉพาะการลงทุนที่เป็นความหวังว่า จะเป็นเฟืองจักรในการผลักดันโครงการลงทุนขนาดใหญ่ ในโครงข่ายคมนาคมพื้นฐาน การขนส่งระบบราง และขนส่งมวลชนต่างๆ เพื่อที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจที่สำคัญ แต่ก็ประสบกับปัญหาที่โครงการต่างๆ มีความล่าช้า ด้วยเหตุนานับประการ

การส่งออกที่หดตัว และการใช้จ่ายของครัวเรือนที่ซบเซา จึงไม่จูงให้ธุรกิจภาคเอกชนมีการขยายตัวของการผลิตการลงทุน ซึ่งได้พูดมาก่อนหน้านี้ว่าประเทศไทยมาถึงวันนี้ได้อย่างไร วันที่เศรษฐกิจไทยอ่อนแอที่สุดในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านอาเซียน เพราะเราไม่มีภูมิคุ้มกันตนเองต่อปัจจัยแวดล้อมที่เปลี่ยนไป โดยที่เคยชินกับการรอรับความช่วยเหลือจากภาครัฐผ่านโครงการเอื้ออาทรต่างๆ

มองไปข้างหน้าปี 2559 ปัจจัยลบเหล่านี้ก็ยังคงมีอยู่ ไม่ได้หดหายไป โดยเฉพาะสภาวะแวดล้อมจากนอกประเทศ ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มว่าจะยังคงอยู่ในระดับต่ำต่อไปอีกหนึ่งปี รวมไปถึงราคาสินค้าโภคภัณฑ์ เนื่องจากความต้องการใช้จากประเทศผู้ใช้สำคัญ คือจีน จะไม่เพิ่มขึ้นมากอย่างมีนัยยะสำคัญ เพราะเศรษฐกิจจีนจะขยายตัวในระดับปกติใหม่ (new normal) ที่เป็นช่วงของการเปลี่ยนผ่านการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจที่เป็นการเติบโตที่สมดุล และยั่งยืนมากยิ่งขึ้น ซึ่งการอ่อนตัวของราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์นี้ จะทำให้กำลังซื้อของกลุ่มประเทศผู้ค้าน้ำมันและกลุ่มประเทศอเมริกาใต้ จะยังคงอ่อนแอ ในเชิงนโยบายนั้นชัดเจนว่า กลุ่มประเทศสหภาพยุโรปและญี่ปุ่น ก็ยังจะใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายกระตุ้นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจต่อไป

 ส่วนสหรัฐน่าจะเลิกการใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย เพราะเศรษฐกิจน่าจะฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่องในระดับร้อยละ 2.5-3.0 ต่อปีที่เป็นอัตราการเติบโตระดับปกติ และอัตราการว่างงานกลับสู่ระดับร้อยละ 5 จนทำให้สหรัฐจะมีแนวโน้มการปรับตัวขึ้นของอัตราอ้างอิง

รัฐบาลภายใต้การนำของคณะความมั่นคงแห่งชาติในรอบปีเศษที่ผ่านมา นับว่าได้นำความสงบสุขกลับคืนมาสู่สังคมไทยได้ แต่การบริหารงานที่มีข้อจำกัดทำให้งานต่างๆ ไม่สามารถเดินหน้าได้เท่าที่ควร

สิ่งที่รัฐบาลจะต้องเดินหน้าต่อไปในระยะเวลาอีก 2 ปีข้างหน้า ก็คือจะต้องเร่งปฏิรูปในอีกหลายด้าน โดยเฉพาะการปฏิรูปทางการเมืองที่ทำขจัดให้วงจรอุบาทว์ให้หมดสิ้นไป จากที่มีการซื้อเสียงเข้าสู่อำนาจ และการใช้อำนาจในการแสวงหาผลประโยชน์ ตลอดจนการบังคับใช้กฎหมายให้กระบวนการยุติธรรม มีความศักดิ์สิทธิ์และเป็นธรรม สามารถเป็นที่พึ่งของประชาชนได้ และการขจัดการทุจริตคอร์รัปชันที่เป็นมะเร็งร้ายในระบบเศรษฐกิจไทย ที่สร้างความเสียหายในระดับหลายแสนล้านบาทในแต่ละปี ซึ่งหวังว่าปี 2559 นี้ประเทศไทยจะสามารถฝ่าฟันปัจจัยลบต่างๆ เหล่านี้ได้ดีขึ้น